วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

TSE - ซื้อ

บริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ที่จิ๋วแต่แจ๋ว

ประเด็นการลงทุน

เราเริ่มต้นวิเคราะห์ TSE เป็นครั้งแรกด้วยคำแนะนำ ซื้อ โดยจากบรรยากาศตลาดพลังงานทดแทน ณ ขณะนี้บ่งชี้ว่าราคา IPO ที่ 3.90 บาทนั้นถือว่าราคาตำเมื่อเทียบกับหุ้นพลังงานทดแทนอื่นๆ เราเชื่อว่าเราเป้าหมายคำนวณจากวิธี DCF ไม่เหมาะสมสำหรับบรรยากาศตลาดพลังงานทดแทน ณ ขณะนี้ และการคำนวณราคาอ้างอิงจาก PEG จะเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า หากอ้างอิงจากราคาเฉลี่ย 3 เดือน ค่า PEG เฉลี่ยของกลุ่มจะอยู่ที่ 0.43 เท่า และด้วยสมมติฐานอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของกำไรต่อหุ้นของ TSE ในช่วง 3 ปีที่ 43% ค่า PER ปี 2558 จะอยู่ที่ 18.4 เท่า ส่งผลให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 เป็น 6.50 บาทต่อหุ้น ประเด็นการลงทุนหลักๆของเรามีดังนี้

ประเด็น #1—ตลาดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานทดแทนกำลังขยายตัว

พร้อมๆกับภาวะอุปสงต์โดยรวมที่กำลังเพิ่มขึ้น การทำประชาพิจารณ์ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) บ่งชี้ว่าพลังงานทดแทนกำลังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานทดแทน พลังงานชีวมวล และพลังงานจากขยะ กพช ได้ยื่นขอกำลังการผลิตสำหรับโรงผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเบื้องต้น 800 เมกะวัตต์ (ไม่รวม 579 เมกะวัตต์ที่ค้างต่อจากแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกฉบับปัจจุบัน) และเรายังมองว่าในอนาคตก็น่าเพิ่มกำลังการผลิตอีกอย่างน้อย 200 เมกะวัตต์ที่เกินมาจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคารพาณิชย์อีกด้วย อย่างไรก็ดี เราประเมินว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่ำ 900 เมกะวัตต์ในระยะยาว เนื่องด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปี 2558 จะต้องขยายออกไปจนถึงปี 2579

ประเด็น #2—เป็นบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ที่จิ๋วแต่แจ๋ว

จากแผนการคร่าวๆของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกซึ่งกำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ขณะนี้เราคาดว่ากำลังการผลิตที่จะมีการอนุมัติในเร็วๆนี้อยู่ที่ราวๆ 1,600 เมกะวัตต์ (1,376 เมกะวัตต์จากโซลาร์ฟาร์ม และ 200 เมกะวัตต์จากไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารพาณิชย์) หากตั้งสมมติฐานว่า TSE ยังคงส่วนแบ่งตลาดไว้ที่ 7% สำหรับโซลาร์ฟาร์ม และ 14% สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารพาณิชย์ กำลังการผลิตของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอีก 126 เมกะวัตต์ ซึ่งหมายถึงกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นมากถึง 128% จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่บริษัทมีอยู่ ณ ปัจจุบัน (ไม่รวมการขยายตัวในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย หรือการบุกตลาดไฟฟังพลังงานแสงอาทิคย์หรือพลังงานทดแทนอื่นๆ)

ประเด็น #3—โอกาสในการเติบโต

การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง TSE และ GPSC เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและขยายไปยังตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะตลาด CLMV

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปรียบในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารพาณิชย์เป็นอย่างมากจากการเป็นพันธมิตรกับโฮมโปรและเดอะมอลล์กรุ๊ป ซึ่งปัจจุบันโฮมโปรมีหลังคาบนอาคาร 58 สาขาส่วนเดอะมอลล์ยังมีหลังคาอีก 9 สาขาที่ยังว่างอยู่ (1 เมกะวัตต์ต่อหลังคา)

ประเด็น #4—แนวโน้มการเติบโดโดดเด่นด้วยความเสี่ยงที่มีจำกัด

เนื่องด้วย TSE กำลังจะเริ่มรับรู้รายได้จำนวนมาก อัตราการเติบโตของกำไรจึงจะพุ่งตัวขึ้นสูง เราคาดการณ์กำไรหลักสำหรับปี 2557 ไว้ที่ 292 ล้านบาท (เทียบกับ 125 ล้านบาทในปีก่อนหน้า) และจะเพิ่มขึ้นถึง 119% เป็น 640 ล้านบาทในปี 2558 จากการดำเนินงานตลอดทั้งปีสำหรับโรงไฟฟ้าความร้อนแสงอาทิตย์ 4.5 เมกะวัตต์ โรงผลิตไฟฟ้าพลังงานจากโซลาร์เซลล์ 80 เมกะวัตต์ และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารพาณิชย์ 14 เมกะวัตต์ นอกจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งแล้ว TSE ยังเป็นผู้กระกอบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มั่นคงที่สุดในแง่ของการรักษาสมรรถนะจากรังสีดวงอาทิตย์ นอกเหนือจากมีการการันตีผลการดำเนินงาน 80% ระยะเวลา 25 ปีแล้ว บริษัทยังมีการันตีจากผู้ติดตั้งและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าที่รับรองผลผลิดขั้นต่ำในสัดส่วน 89% จากการดำเนินงานปกติอีกด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้รายได้ต่อปีอย่างต่ำที่ 144 ล้านบาทต่อ 8 เมกะวัตต์ของโซลาร์ฟาร์มของ TSE