งานของพวกเขาไม่ใช่แค่การออกแบบที่อยู่อาศัย ทว่ากำลังทำสิ่งที่เรียก สถาปัตย์บำบัด
ในวันที่สังคมเริ่มพูดถึง “Universal Design” หรือ อารยสถาปัตย์ การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เราเลยได้รู้จักกับโลกของการออกแบบที่ไม่ได้ทำแค่สนองใครคนใดคนหนึ่ง ทว่าต้องตอบโจทย์ทั้ง คนปกติ ผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งผู้พิการ ที่จะใช้งานสถานที่นั้นๆ ได้อย่างไม่มีอุปสรรค สามารถดำรงชีวิตอย่างเสมอภาคบนโลกใบนี้
มาวันนี้โลกใบเดิมดูกว้างใหญ่ขึ้น เมื่อได้รู้จักกับ “สถาปัตย์บำบัด” (Architectural Therapy) หรือ การประยุกต์และพัฒนาความรู้ทางสถาปัตยกรรม กับการบำบัดรักษาทางการแพทย์ เพื่อรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในที่พักอาศัยได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการจากโรคภัย เยียวยาร่างกายและจิตใจ ตลอดจนช่วยแบ่งเบาภาระคนดูแลได้อีกด้วย
“Universal Design เป็นพื้นฐานของการออกแบบ แต่ สถาปัตย์บำบัด เป็นการรวมองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์ กับงานออกแบบเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย หรือคนชรา เท่านั้น แต่ยังคำนึงไปถึงคนดูแลด้วย และไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพ แต่เป็นเรื่องของ สุนทรียภาพด้วย”
“ชลธิษฐ์ ถนัดศิลปกุล” ผู้อำนวยการ การออกแบบด้านสถาปัตยกรรม และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มบริษัท จาร์เค็น จำกัด (JARKEN) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ อธิบายความหมายของสถาปัตย์เพื่อการบำบัด หลัง “โครงการสถาปัตย์บำบัด” ของพวกเขา ที่ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รพ.รามาธิบดี ไปคว้า รางวัล Asia Responsible Entrepreneurship - Southeast Asia 2014 สาขา Health Promotion ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โครงการน้ำดีที่จัดโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไร “Enterprise Asia”
การออกแบบที่ตอบสนองทั้งข้อกำหนดทาง “กายภาพ” และ “สุนทรียภาพ” ส่งเสริมให้ผู้ที่รับการบำบัดมีอาการดีขึ้น หรือไม่ไปกระตุ้นให้อาการกำเริบไปใหญ่ ผ่านการทำงานร่วมกันของแพทย์และสถาปนิก เพื่อปิดจุดอ่อนของผู้เชี่ยวชาญจากต่างแขนง แน่นอนว่า คงเป็นเรื่องยากสำหรับแพทย์ ที่จะให้การดูแลผู้ป่วยไปจนถึงเรื่องสภาพแวดล้อมของที่พักอาศัย ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง สถาปนิก อินทีเรียร์ดีไซน์ หรือวิศวกร ขณะเดียวคนทำงานด้านการออกแบบ ก็คงไม่สามารถออกแบบที่พักอาศัยให้เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ได้ ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
นั่นคือเหตุผลที่สถาปนิกจากจาร์เค็น เริ่มเข้าไปทำงานร่วมกับแพทย์ที่ รพ.รามาธิบดี โดยสละเวลา 1 วัน ต่อสัปดาห์ ไปทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและแนะนำการออกแบบบ้านสำหรับผู้ป่วยฟักฟื้น และผู้สูงอายุ เพื่อให้เหมาะกับแต่ละอาการป่วย โดยช่วงต้น พวกเขาเริ่มจาก 3 กลุ่มโรคหลัก คือ โรคกระดูก โรคหลอดเลือดสมอง และกลุ่มเส้นประสาท
“ผู้ป่วยบางท่านเป็นอัมพาต ต้องนอนอยู่กับเตียงตลอดเวลา ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บางทีการปรับปรุงบางอย่างกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นการเรียกความทรงจำให้กับเขาได้ เช่น การติดภาพครอบครัว หรือตกแต่งห้องด้วยสิ่งที่เขาชอบทำเมื่อตอนปกติ เช่น แขวนกล้วยไม้ที่เขาชอบปลูก ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้”
ที่น่าสนใจไม่แพ้การออกแบบเพื่อตอบสนอง “ผู้ป่วย” คือคำนึงไปถึงเหล่า “คนดูแล” ด้วย เขาบอกว่า ต้องให้ “สบายทั้งคู่” และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนป่วยกับคนดูแลได้
ที่สำคัญการปรับปรุงต้องไม่ไปเพิ่มภาระ หรือซ้ำเติมผู้ป่วยด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
“เราต้องเข้าใจว่า เขาป่วยก็เครียดพออยู่แล้ว ฉะนั้นข้อเสนอแนะที่ให้ไป ต้องไม่เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงนัก เพราะเขาจะปฏิเสธทันที เราต้องให้คำแนะนำที่ไปทำได้ง่ายๆ เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่นั่นแหล่ะ พอจะปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง หรือถ้าต้องซื้อใหม่ ก็พยายามหาอะไรที่ไม่แพงจนเกินไป”
เขาบอกหนึ่งโจทย์ของการทำงาน ที่อาจแตกต่างไปจากงานสถาปนิกทั่วไปอยู่บ้าง ซึ่งโจทย์ยากของเรื่องนี้ก็คือ “ทัศนคติของคนดูแล” ที่ต้องยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของพวกเขา สถาปนิกเลยได้เรียนรู้สิ่งที่นอกเหนือไปจากแค่งานออกแบบ นั่นคือเรื่องของ “ศิลปะการเจรจา”
ไม่เพียงวิธีคิด หรือวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปเท่านั้น ทว่าแม้แต่ “ตัวชี้วัด” ของผลงานก็เปลี่ยนไปด้วย
“ตัวชี้วัด ของการทำงานตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามแล้ว แต่เป็นพัฒนาการของคนป่วยและคนดูแล ว่าสิ่งที่เราแนะนำไปนั้น จะทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นหรือไม่” เขาบอกตัวชี้วัดของสถาปัตย์บำบัด
การทำงานเพื่อสังคม ไม่มีผลตอบแทนทางด้านการเงิน และผู้ป่วยที่ให้คำแนะนำไป ก็ไม่ใช่ลูกค้าและไม่จำเป็นต้องมาเป็นลูกค้าของพวกเขา แล้วประโยชน์อะไรที่จะสละเวลางานมาทำเรื่องเหล่านี้ สถาปนิกคิดใหม่บอกเราว่า..
“มองว่านี่เป็นเรื่องของวิชาชีพ ที่จะได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งสามารถไปต่อยอดและขยายผลได้อีกเยอะมาก มันเป็นเหมือนคู่มือที่กระจายสู่สังคมในวงกว้าง และไม่จำเป็นที่ต้องคนรวยเท่านั้นถึงจะทำได้ เพราะเราไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนมีเงิน แต่คำนึงถึงคนทั่วไปด้วย” เขาบอก
แม้ไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่ธุรกิจก็ไม่ได้เสียโอกาสจากการทำเรื่องนี้ เขาบอกว่า ในยุคที่สังคมผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สังคมเริ่มตระหนักถึงความเป็นอยู่ของคนชราและผู้พิการมากขึ้น ประสบการณ์จากงานด้านสถาปัตย์บำบัดของพวกเขา ก็จะพร้อมต่อยอดเป็นโอกาสธุรกิจได้อีกมากในอนาคต
“สิริทร สิทธิวัฒนาวงศ์” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัท จาร์เค็น จำกัด บอกเราว่า ปรัชญาในการทำงานแบบจาร์เค็น คือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยบริการที่จริงใจ โดยมีเป้าหมาย คือ “ความสุข” ของลูกค้า ซึ่งไม่ใช่แค่ในวันที่งานสำเร็จเท่านั้น แต่เรียกว่า เริ่มจาก วันรับโจทย์ ระหว่างทำงานไปด้วยกัน จนถึงวันที่ผลงานเสร็จเรียบร้อย
“นี่เป็นทัศนคติที่เราใช้ในการทำธุรกิจ คือ ลูกค้าต้องมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ทำงานกับเรา ทำงานกับทีมงานสถาปนิก ดีไซเนอร์ มีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมออกแบบความฝันของตัวเอง ระหว่างก่อสร้าง แม้มีปัญหา เราก็เร่งแก้ไขให้ เพื่อที่สุดท้ายแล้วเขาเห็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ได้ เขาอยู่แล้วก็มีความสุข”
เวลาเดียวกับการสร้างสุขให้ลูกค้า ก็คือ ความสุข ที่แบ่งปันสู่สังคม ผ่านนโยบายด้าน CSR ของพวกเขา
“อย่างเวลาเราไปทำห้องเรียนให้เด็กๆ แล้วเห็นเขายิ้มแย้ม มีความสุขกับห้องเรียนใหม่ หรือเมื่อคนไข้ที่ไปปรับปรุงบ้านตามคำแนะนำของเราแล้วคุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น เริ่มขยับลุกได้ เขาก็มีความสุขมากขึ้น ขณะที่เราเองก็มีความสุขจากสิ่งที่ทำไปด้วย”
เธอบอกผลลัพธ์จากพันธกิจบำรุงสุข ที่สุดท้ายก็คืนกลับสู่คนทำ และธุรกิจโดยไม่ต้องร้องขอ
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจ ที่เริ่มจากใช้ “ต้นทุนที่มี” ไปทำเรื่องดีๆ สู่สังคม พวกเขาย้ำว่า การทำเพื่อสังคมนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากมาย หรือต้องมีเงินทุนมหาศาล
เพราะหัวใจของการทำเพื่อสังคม อาจต้องการแค่ “ความรู้” “เวลา” และ “ใจ” เท่านั้น









