บอร์ดอ.ส.ย.เคาะแผนระบายยางเดือนละ 4 หมื่นตัน 12 เดือน พร้อมตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล หวั่นเกิดค้างสต็อกซ้ำ
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ว่า ได้พิจารณาแนวทางการระบายยางในสต็อก ของ อ.ส.ย. ที่มีอยู่เดิม หรือยางเก่า ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ปริมาณ 2.08 แสนตัน หรือ และยางใหม่ภายใต้การจัดตั้งกองทุนมูลภัณฑ์กันชน หรือ Buffer Fund ที่จะมีขึ้นวงเงินประเดิมครั้งแรก 6,000 ล้านบาท
ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การทำงาน คือ 1. อ.ส.ย. จะต้องระบายยางให้ได้เดือนละ 4 หมื่นตัน แยกเป็นยางเก่า 20,000 ตัน และยางใหม่ 20,000 ตัน 2. การระบายจะต้องเป็นตามมติครม. โดยราคายางเก่าคุณภาพดีจะต้องขายให้ได้ราคาอย่างน้อย กก.ละ 60 บาท ยางใหม่ที่ซื้อเข้ามาจะต้องเป็นราคานำตลาดมีเป้าหมายให้ถึงกก.ละ 60 บาท เพื่อให้เป็นราคานำตลาด
การระบายยางดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวความคิดเดิม ที่กำหนดให้ระบายยางเก่าเป็นล็อตใหญ่ ซึ่งเกินศักยภาพของอ.ส.ย. และการระบายยังครั้งนี้จะต้องส่งออกเท่านั้นเพื่อไม่ให้กระทบกับราคาในประเทศ ใช้ระยะเวลาการระบายรวม 12 เดือน ในกรณียางใหม่เมื่อ อ.ส.ย. เห็นว่าราคาถึงกก.ละ 60 บาทแล้วจะต้องหยุดซื้อทันที
ส่วนยางเก่า ในเบื้องต้นจะต้องเสนอครม. ให้ขยายระยะเวลาโครงการออกไปก่อนจากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ธ.ค. นี้ ส่วนกรณีที่อ.ส.ย. ได้ทำสัญญาขายให้กับบริษัทสิงคโปร์ไปแล้ว 1 แสนตัน นั้น เมื่อบริษัทดังกล่าวไม่สามารถรับมอบได้ตามสัญญา ก็ถือว่าจบโดยปริยาย
"บอร์ดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลการขายยางให้เป็นไปตามแผน โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธาน ซึ่งต้องสรุปการทำงานทุกสัปดาห์ รายงานให้ครม.รับทราบทุกระยะ ในขณะเดียวกัน ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมชุดย่อยลงไปติดตามการซื้อ-ขายยางของ อ.ส.ย. ทุกวัน เพื่อป้องกันความเสี่ยง" นายปีติพงศ์ กล่าว
นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการ อ.ส.ย. กล่าวว่า การบริหารมูลภัณฑ์กันชน ครั้งนี้คือจะต้องไม่ให้เกิดสต็อกขึ้นมาอีก คาดว่าสามารถเริ่มดำเนินการได้ไม่เกินวันที่ 3 พ.ย. นี้ หลังจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เห็นชอบและปล่อยกู้ในสัปดาห์หน้า
หลังจากที่รัฐบาลประกาศจัดตั้งกองทุนฯขึ้น อ.ส.ย. ได้รับการติดต่อจากผู้ซื้อจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในช่วงที่ราคายางตกต่ำนั้น ผู้ซื้อเหล่านี้ไม่ได้เก็บสต็อกยางเอาไว้เลย
"การซื้อและการขายยางต้องไม่ยึดติดกับราคา แต่ให้ดูที่สต็อก หากมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นจะต้องรีบระบายยางที่มีอยู่ในทันที" นายชนะชัย กล่าว
นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการยางพารา สภาเกษตรกรแห่ง กล่าวหลังการประชุมร่วมกับผู้เกี่ยวข้องประเด็นการเปลี่ยนแปลงอัตราเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (เงินเซสส์) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้มาตรการเก็บเงินคงที่ ที่อัตรา 2 บาท/กก. จากเดิมที่เก็บในลักษณะขั้นบันได ขณะนี้อยู่ที่ 1.40 บาท/กก.






