วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์เมินบริการนาโนไฟแนนซ์

แบงก์พาณิชย์-แบงก์รัฐ เมินให้บริการนาโนไฟแนนซ์ ห่วงต้นตอดันยอดเอ็นพีแอลพุ่ง

"สศค." มั่นใจ ดอกเบี้ยนาโนไฟแนนซ์ไม่เกิน 36% ต่อปี บวกกับทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท จูงใจเอกชนเข้าร่วมแก้หนี้นอกระบบเพื่อช่วยรากหญ้า ขณะที่แบงก์พาณิชย์-แบงก์รัฐ เมินให้บริการ หลังปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ ต้นทุนสูง-ดันยอดเอ็นพีแอลพุ่ง ด้าน "ซิงเกอร์" แนะยึดโมเดลบังคลาเทศ ปล่อยกู้ผนวกสร้างรายได้

กระทรวงการคลัง ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบต่อเนื่อง ล่าสุด นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอรัฐบาล แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อช่วยรากหญ้า โดยการออกโครงการ "นาโนไฟแนนซ์"

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังจะกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อย หรือที่เรียกว่า "นาโนไฟแนนซ์" ได้คิดกับผู้เข้ามาขอสินเชื่อ จะเป็นอัตราที่ถือว่า เป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับการเข้ามาประกอบธุรกิจดังกล่าวของภาคเอกชน

"หนี้นอกระบบเขาคิดดอกเบี้ยที่ประมาณ 5% ต่อเดือน เราจะคิดในอัตราต่ำกว่านั้น แต่จะต้องสูงกว่าดอกเบี้ยไมโครไฟแนนซ์ ขณะนี้ เรามองไว้ที่ไม่เกิน 36% ต่อปี" เขากล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า นอกจากแรงจูงใจดังกล่าวแล้ว ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี ยังได้มีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าว นำรายได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจเพียงครึ่งหนึ่งมายื่นแสดงรายการชำระภาษี ซึ่งประเด็นนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา หากเป็นไปตามนี้ ก็จะถือเป็นอีกแรงจูงใจ

ทั้งนี้จะมีจำนวนเอกชนที่เข้ามาประกอบธุรกิจนี้จำนวนมาก เพราะกระทรวงการคลังไม่ได้วางกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเหมือนกับการเข้าเป็นผู้ให้บริการทางการเงินทั่วไป เพราะผู้ให้บริการไม่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ กล่าวคือ เพียงแค่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ก็ขอใบอนุญาตให้บริการได้

"ทุนเพียง 10 ล้านบาท เชื่อว่า จะมีผู้ประกอบการเข้ามาขอทำธุรกิจนี้จำนวนมาก ยกตัวอย่าง มีการร่วมหุ้นกันเพียง 2 หุ้นๆ ละ 5 ล้านบาท ก็สามารถทำธุรกิจนี้ได้แล้ว" นายกฤษฎา กล่าว

กระทรวงการคลังจะจำกัดการให้บริการของผู้ประกอบการจำนวน 1 รายต่อ 1 พื้นที่จังหวัดเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการให้บริการในพื้นที่ที่มีความชำนาญ เพราะจะต้องรู้จักคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งก็จะสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยที่เราจะกำหนด เพราะไม่ถือว่า เป็นการให้บริการที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป

นอกจากนี้ เราจะกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายให้ไม่เกิน 1-1.2 แสนบาท เพื่อจำกัดวงเงินที่ปล่อยไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งจะลดความเสี่ยงของผู้กู้และผู้ให้กู้ด้วย เพราะเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน

เขาย้ำว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ จะเป็นหนึ่งในช่องทางของการลดปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งขณะนี้ ถือว่า เป็นปัญหาสำคัญ แม้ว่า เราจะเปิดให้สถาบันการเงินเข้ามาปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ในระดับสินเชื่อ 2 แสนบาทต่อราย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังไม่มีตัวเลขจำนวนหนี้นอกระบบในขณะนี้ว่ามีอยู่จำนวนเท่าใด

แบงก์เมินให้บริการนาโนไฟแนนซ์

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ นายธนาคาร ต่างยอมรับว่า ไม่สามารถเข้าไปให้บริการกับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ เนื่องจากรูปแบบการทำธุรกิจแตกต่างกันมาก ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ได้ทดลองทำตลาด เช่น ธนาคารกรุงไทย ได้ทดลองปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายเล็กตามร้านค้าหรือตลาดสดหรือไมโครไฟแนนซ์ แต่ก็ต้องพับแผนไปในที่สุด เพราะเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและมีปัญหาในการจัดเก็บหนี้ โดยวงเงินสินเชื่อที่ให้จะต่ำกว่า 2 แสนบาท

ที่ผ่านมาสินเชื่อที่ปล่อยไปมีมูลค่ารวมประมาณ 1 พันล้านบาท จากจำนวนลูกค้าเกือบ 2 หมื่นราย โดยเป็นหนี้เสียในรูปเม็ดเงินไม่มากนัก แต่เป็นหนี้เสียจำนวนรายมีสูงถึง 7-8%

เช่นเดียวกับ นายบัณฑูร ล่ำซำประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารไม่สนใจที่จะทำสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เพราะเป็นสินเชื่อที่ธนาคารไม่มีความเข้าใจวัฏจักรธุรกิจมากพอ จึงไม่สามารถเข้าไปทำตลาดนี้ได้ แม้ทางการจะพยายามผลักดันก็ตาม และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธุรกิจท้องถิ่นที่มีการปล่อยสินเชื่อรากหญ้าอยู่แล้วซึ่งก็สามารถทำกำไรได้ในช่วงที่ผ่านมา

รัฐไม่หนุนแบงก์รัฐผุดนาโนไฟแนนซ์

ด้าน นางสาลินี วังตาล ประธานคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เห็นด้วยกับแนวคิดนาโนไฟแนนซ์ เพราะจะมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ นำหนี้รายย่อยเข้าสู่ระบบ โครงการนี้ทางรัฐบาลไม่ได้มีแนวคิดให้ทางสถาบันการเงินของรัฐ หรือธนาคารพาณิชย์ทำ เพราะเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่เป็นรายเล็กมากๆ แต่ต้องการให้ภาคเอกชนที่มีความถนัดในการปล่อยกู้ในแต่ละพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ โดยต้องมาขอใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังก่อน

“นานาไฟแนนซ์ หากให้เอสเอ็มอีแบงก์ทำ ถามว่าทำได้หรือไม่ ก็ทำได้ เพราะธนาคารก็ปล่อยกู้ให้กับทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่แล้ว แต่ให้เอกชนจะดีกว่า เพราะเอกชนในแต่ละพื้นที่ก็รู้จักลูกหนี้ดี ขณะที่แบงก์รัฐก็มีพันธกิจของตัวเองอยู่ อย่างไรก็ตามสนับสนุนให้โครงการนี้เกิด เพราะเป็นโครงการที่ดีมากๆ”

กรุงศรีฯใช้เงินติดล้อปล่อยกู้ดบ.28%

ทั้งนี้ที่ยังดำเนินการอยู่ได้ขณะนี้ มีเพียงธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ให้บริการผ่าน บริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส จำกัด หรือ เงินติดล้อ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคาร ที่เข้าไปทำธุรกิจสินเชื่อตลาดสด หรือไมโครไฟแนนซ์ ที่ให้เงินกู้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดกว่า 50 ชุมชน ซึ่งเดิมพึ่งเงินกู้นอกระบบอยู่ โดยมีวงเงินสินเชื่อต่อรายตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 28%

นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส จำกัด ระบุว่า สิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้าจะมีตลาดสดที่เข้าไปให้สินเชื่อเพิ่มเป็น 72-75 แห่ง ในส่วนของสินเชื่อคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 150 ล้านบาท และทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาท โดยจะเน้นการปล่อยกู้เพื่อใช้หมุนเวียนในกิจการมากกว่าการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดสินเชื่อคงค้าง 75 ล้านบาท มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9,000 ครั้งจากลูกค้าทั้งสิ้น 2,500 ครัวเรือน มียอดสินเชื่อที่ปล่อยไปรวมแล้ว 331 ล้านบาท จาก ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

ต้นทุนสูง-ไม่สามารถทำกำไรใน3ปี

ที่ผ่านมาสินเชื่อที่ปล่อยไปกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ประมาณ 6% เทียบกับมาตรฐานสากลในต่างประเทศที่อยู่ที่ 5% แต่บริษัทไม่ได้มีเป้าหมายที่จะปรับลดเอ็นพีแอลลง เนื่องจากมองว่าธุรกิจนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง และทดสอบตลาด เพื่อเรียนรู้ความเสี่ยงที่รับได้

นอกจากนี้ยังยอมรับว่า ธุรกิจดังกล่าว มีต้นทุนที่สูง และยังไม่สามารถทำกำไรแม้จะผ่านมา 3 ปีแล้วก็ตาม โดยมีต้นทุนต่อรายได้คิดเป็น 130% เทียบกับทั้งบริษัทที่มีต้นทุนต่อรายได้อยู่ที่ 60% แต่บริษัทถือว่าเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และเวลาในการสร้างความเชี่ยวชาญในแต่ละพื้นที่ ส่วนเอ็นพีแอลที่อยู่ในระดับสูงกว่าต่างประเทศบริษัทไม่ได้กังวลมากนัก เพราะแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกัน

หนุนทำให้เป็นรูปธรรมช่วยรากหญ้า

หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถผลักดันแนวทางการทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ให้เป็นรูปธรรมได้ จะส่งผลดีกับธุรกิจและประชาชนรากหญ้า ที่พิงพาเงินกู้นอกระบบอยู่ ซึ่งเมื่อมองไปแล้วโอกาสในธุรกิจนี้ยังมีอยู่อีกมาก แต่ยอมรับว่าในระยะแรกยังติดกฎระเบียบบางอย่างที่ทางการต้องเร่งแก้ไข

“ไมโครไฟแนนซ์ยังเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย เมื่อปีก่อนที่ธปท.และกระทรวงการคลังพูดเรื่องนาโนไฟแนนซ์ขึ้นมาเราก็มีความหวังว่าธุรกิจนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนโมเดล แต่ก็เงียบไปในที่สุด เคยมีการเรียกประชุมถามความเห็นแบงก์ แต่ก็มีแบงก์ใหญ่ถามคำถามแรกขึ้นมาว่า ธปท.จะยอมให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มได้หรือไม่ หลังจากนั้นก็เงียบกันไป ในส่วนของบริษัทมองว่าโครงการนี้เป็นการลงทุน ในขณะนี้ก็ต้องขาดทุนอยู่ เพราะลูกค้าแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เราตั้งเป้าที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาในการเรียนรู้”

"ซิงเกอร์" แนะยึดโมเดลบังคลาเทศ

นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่ผู้ประกอบการทั่วไปจะเข้ามาทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนรายย่อย (นาโนไฟแนนซ์) มองว่าค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากต้นทุนธุรกิจค่อนข้างสูง และผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

นอกจากนี้ การที่ภาคเอกชนจะเข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวเอง เห็นว่ายังขาดความชำนาญ แต่หากเกิดการร่วมทุนกับภาครัฐ หรือในรูปแบบกึ่งรัฐวิสาหกิจ เช่น เอกชนร่วมทุนกับบริษัทไปรษณีย์ไทย ก็อาจมีความเป็นไปได้

นายบุญยง ยอมรับว่า ที่ผ่านมาซิงเกอร์เคยศึกษาการทำนาโนไฟแนนซ์ แต่พบว่าการจะปล่อยสินเชื่อให้กับประชากรฐานรากหรือรากหญ้านั้น จะเป็นเงินไม่มากนัก อาจจะรายละ 5,000-10,000 บาท ขณะเดียวกันพบว่าพฤติกรรมในการชำระเงินคืน จะไม่นิยมไปยังสถาบันการเงิน หรือทำธุรกิจการเงินอื่นๆ เช่น โอนเงิน ดังนั้นเจ้าหนี้จะต้องส่งพนักงานไปตามทวงหรือเก็บเงินเอง ทำให้อัตรากำไรที่ได้รับ "บางมาก" จนแทบไม่เหลือ

ขณะเดียวกัน ซิงเกอร์เป็นผู้จำหน่ายสินค้าในรูปแบบเช่าซื้อสินค้า (ลิสซิ่ง) ซึ่งลูกค้ามีภาระต้องผ่อนชำระค่าสินค้าอยู่แล้วอาจจะรับภาระการผ่อนไม่ไหว ดังนั้นการจะปล่อยกู้เงินด่วน (Payday loan) จะทำได้เฉพาะกับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)

นายบุญยง กล่าวอีกว่า หากรัฐต้องการผลักดันให้โครงการนาโนไฟแนนซ์ดำเนินการจริง แนะนำให้ยึดโมเดลของบังกลาเทศมาปรับใช้ในไทย คือการปล่อยกู้ในรูปแบบกึ่ง "กองทุนหมู่บ้าน" โดยปล่อยกู้เพื่อให้ประชาชนนำไปสร้างอาชีพ ภาครัฐส่งเจ้าหน้าที่ไปสอนอาชีพให้ประชาชน ให้มีรายได้มาจ่ายคืนหนี้

"เป็นนโยบายที่ดี แต่การให้กู้ต้องไปช่วยแนะนำอาชีพผู้กู้ด้วย เช่น เรื่องการค้าขาย เหมืองแบงก์ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สอนการทำตลาด ลดต้นทุน จนสร้างรายได้ เลี้ยงตัวเอง เพื่อแก้หนี้นอกระบบ แต่หากปล่อยกู้แล้วไม่มีทีมไปแนะนำ จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้ ตรงข้ามอาจทำให้เป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนด้วย"