"สมาคมตราสารหนี้" ชี้ปีนี้เอกชนแห่ออกหุ้นกู้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ เหตุดอกเบี้ยต่ำเหมาะระดมทุน
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สิ้นปีนี้คาดภาคเอกชนจะมีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้กว่า 510,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติสูงสุดเมื่อปี 2555 ที่จำนวน 509,372 ล้านบาท โดยวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา ภาคเอกชนระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ไปแล้ว 485,557 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าปี 2556 ทั้งปี และช่วง 16-30 ต.ค. คาดจะมีการออกหุ้นกู้อีก 25,000 ล้านบาท
ประกอบกับช่วง 2 เดือนที่เหลือ จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอน 66,400 ล้านบาท และด้วยทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ จึงคาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินบางส่วนที่ครบกำหนดไถ่ถอน
"คาดทิศทางดอกเบี้ยภายในประเทศ ยังอยู่ในระดับต่ำ จนถึงไตรมาส 2 ปีหน้าเป็นอย่างน้อย ทำให้ภาคเอกชนอาจตัดสินใจระดมทุนเพื่อล็อกต้นที่ในช่วงนี้ ประกอบกับมีภาคเอกชนจำนวนมากที่ยังไม่เคยระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ อาทิ ใน SET100 มีบริษัทที่เคยออกหุ้นกู้เพียง 66 บริษัท หรือบริษัทจดทะเบียน 450 บริษัท ที่ไม่อยู่ใน SET100 เคยออกหุ้นกู้เพียง 51 บริษัท แต่เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นจากการเพิ่มของผู้ออกหุ้นกู้รายใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา" นายธาดา กล่าว
นายธาดา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีความต้องการจะลงทุนหุ้นกู้ 863,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากจะมีการโยกเงินจากบัญชีเงินฝากมาสู่หุ้นกู้ เพราะเดือน ส.ค. ปี 2559 จะมีการปรับลดหลักประกันเงินฝากจาก 50 ล้านบาท เหลือเพียง 1 ล้านบาท ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
"ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นกู้อยู่ในภาวะที่ความต้องการลงทุนมีมากกว่าผู้ต้องการระดมทุน โดยมีเม็ดเงินที่ต้องการลงทุน 863,000 ล้านบาทต่อปี จากเงินฝากประจำ กองทุนตราสารหนี้ บริษัทประกัน กองทุนประกันสังคม เป็นต้น แต่มีผู้ต้องการระดมทุนเพียง 550,000 ล้านบาทต่อปี จากการออกพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน ขณะนี้จึงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับหุ้นกู้ที่จะออกมาเพิ่มในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการทยอยออกพันธบัตรเพื่อชดเชยโครงการรับจำนำข้าว 800,000 ล้านบาท หรือโครงการอื่นๆ ที่จะทยอยออกมาในอนาคต" นายธาดา กล่าว
ด้านปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซาอยู่ขณะนี้ มองว่า ทางแก้ปัญหา คือ การเร่งลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพราะการลงทุนภาครัฐจะช่วยให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจที่จะลงทุนตาม ส่วนการลดดอกเบี้ยลงอีก จะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงแล้ว ทำให้ภาคเอกชนไม่กล้าที่จะก่อหนี้เพิ่ม แม้ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับทิศทางเงินทุนต่างชาติ คาดว่า จะไหลเข้าจนกว่าดอกเบี้ยจะมีทิศทางกลับตัวเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน แต่คาดดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไปอย่างน้อยถึงไตรมาส 2 ปีหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ชัดเจน ทำให้คาดว่าการปรับตัวสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และจีนที่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ลดลงต่อเนื่อง









