วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชูผลศึกษาแจกคูปองทีวีดิจิทัล กระตุ้นเศรษฐกิจ6.3หมื่นล้าน

สำนักงาน กสทช.แจงโครงการคูปองทีวีดิจิทัลกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมมูลค่า 6.3 หมื่นล้านบาท

หนุนผู้ประกอบการกล่องสร้างรายได้ 3 หมื่นล้าน "ทีวีดิจิทัล" 24 ช่องใหม่ดันเม็ดเงินอุตสาหกรรมโฆษณาเพิ่ม 3.3 หมื่นล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาโครงการแจกคูปองดิจิทัลในประเทศไทย โดย นายชุติพงศ์ กี่สุขพันธ์ พนักงานปฏิบัติการระดับสูง สำนักค่าธรรมเนียมและอัตราค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. พบข้อมูลที่เป็นผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจากการแจกคูปองว่า ทำให้เกิดผลประโยชน์ทางบวกต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมแล้วเป็นมูลค่าเพิ่มประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท

แบ่งเป็นผลประโยชน์โดยตรงในภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรมผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (set top box) และเครื่องรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัล 3 หมื่นล้านบาท และทางอ้อมประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาทต่อปีจากมูลค่าเพิ่มรายได้โฆษณา คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.3 ของรายได้ประชาชาติ

"จะเห็นว่าโครงการแจกคูปองมีความคุ้มค่าและส่งผลในทางบวกเป็นทวีคูณ เมื่อเทียบกับเงินสนับสนุนเริ่มต้นประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท" นายฐากร ระบุ

คาดยอดขายกล่อง 2.9 หมื่นล้าน

ผลการศึกษาของ นายชุติพงศ์ ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทุนการศึกษาของสำนักงาน กสทช. ยังระบุอีกว่า การแจกคูปองทั้งหมด 22.9 ล้านครัวเรือน โดยให้ครัวเรือนละ 1 ใบ ใช้เป็นส่วนลดแทนเงินสดมูลค่า 690 บาทต่อใบนั้น ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 15,801 ล้านบาท ถือเป็นเงินสนับสนุนที่จัดสรรโดย กสทช. ทั้งนี้ คูปองสามารถใช้เป็นส่วนลดได้ทั้งกล่องรับสัญญาณระบบดิจิทัล หรือโทรทัศน์รับระบบดิจิทัล

หากพิจารณากรณีการแลกกล่องรับสัญญาณเป็นหลัก เนื่องจากราคาต่ำกว่าโทรทัศน์ และประชาชนส่วนใหญ่มีโทรทัศน์อยู่แล้ว จึงเป็นไปได้สูงที่จะนำคูปองไปแลกเฉพาะกล่องเพื่อใช้แปลงสัญญาณให้รับชมได้โดยไม่ต้องซื้อโทรทัศน์ใหม่

ผลประโยชน์โดยตรงที่เกิดจากเงินลงทุนในภาคธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องดิจิทัล จากการที่ประชาชนได้รับการสนับสนุนเงิน 690 บาทนั้น ทำให้การตัดสินใจซื้อกล่องดิจิทัลง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล่องที่ราคา 690 บาทเท่ากับมูลค่าคูปองหรือมากกว่า เนื่องจากไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน ทำให้บริษัทผู้จำหน่ายสามารถเพิ่มยอดขายได้

เช่น ราคาเฉลี่ยกล่องดิจิทัลมาตรฐานจำหน่ายในตลาดประมาณ 1,300 บาท และจำนวนผู้มีสิทธิได้รับคูปอง 22.9 ล้านครัวเรือน หากใช้คูปองแลกกล่องดิจิทัลครบทุกใบ จะทำให้มีการแลกซื้อจริงอยู่ที่ 22.9 ล้านใบ

ดังนั้นจะเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุนจากรายได้จำหน่ายกล่องดิจิทัลจำนวน 29,770 ล้านบาท ก่อให้เกิดรายได้เข้ารัฐเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คิดเป็นเงินประมาณ 2,084 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีภาษีรายได้จากบริษัทจำหน่ายกล่องดิจิทัลอีกทางหนึ่งด้วย

"ทีวีดิจิทัล"ดันรายได้โฆษณาเพิ่ม

นายฐากร กล่าวอีกว่า สำหรับผลประโยชน์ทางอ้อมต่อเศรษฐกิจในโครงการแจกคูปอง มาจากการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงการรับชมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล 24 ช่องใหม่ได้อย่างทั่วถึง ทำให้บริษัทผู้ผลิตรายการ โฆษณา และเจ้าของช่องทีวี มีความมั่นใจในการลงทุน

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 23 กำหนดให้ฟรีทีวีมีเวลาโฆษณาไม่เกิน 12 นาทีครึ่งต่อชั่วโมง หรือเฉลี่ย 10 นาทีต่อชั่วโมงต่อวัน โดยอัตราค่าโฆษณาทีวีดิจิทัลอยู่ที่ประมาณ 5,000-100,000 บาทต่อนาที ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าโฆษณาในช่องอนาล็อกอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่มีการแข่งขันและจำนวนช่องมากขึ้น ส่งผลให้เกิด Economies of Scale เปิดโอกาสการโฆษณาให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มากขึ้น

ดังนั้นหากพิจารณาเฉพาะช่วงเวลาไพรม์ไทม์ทีวี 19.00-22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้ชมมากสุด เมื่อโครงข่าย (Mux) ครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว ทีวีดิจิทัลสามารถกำหนดอัตราค่าโฆษณาได้สูงสุดเฉลี่ย 100,000 บาทต่อนาที เนื่องจากมีผู้ต้องการโฆษณาในช่วงเวลานี้จำนวนมาก คิดเป็นรายได้ 3.75 ล้านบาทต่อวันต่อช่องที่เกิดจากโฆษณาในช่วงไพรม์ไทม์ จะเกิดมูลค่าเพิ่มในช่องทีวีดิจิทัลจากรายได้โฆษณาทั้งหมด 24 ช่อง ไม่น้อยกว่า 32,850 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี มูลค่ารวมอาจสูงกว่านี้ในกรณีที่มีรายได้โฆษณาในช่วงเวลาปกติเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีอย่างน้อย 2,299 ล้านบาทต่อปี

"กล่อง-จอทีวี"แข่งทำตลาด

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 ต.ค.นี้เป็นต้นไป สำนักงาน กสทช.กำหนดให้ประชาชนที่ได้รับคูปองในล็อตแรก 21 จังหวัด จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน ให้นำคูปองไปใช้แลกซื้อกล่องดิจิทัลและจอโทรทัศน์ระบบดิจิทัล โดยมีจุดให้บริการรับคูปองจำนวน 5,820 แห่งทั่วประเทศ

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ กรรมการผู้อำนวยการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องดิจิทัลแบรนด์ "แพลนเน็ตคอม" เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงาน กสทช.เริ่มแจกคูปองในวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดสั่งซื้อกล่องจากตัวแทนจำหน่ายแล้วกว่า 3 หมื่นกล่อง ถือว่ามีกระแสตอบรับดีจากผู้บริโภค โดยบริษัทวางเป้าหมายยอดขายกล่องดิจิทัลในปีนี้ 1 แสนกล่อง

สำหรับกล่องดิจิทัลที่ทำตลาดขณะนี้ คือ รุ่น DVB-T2A ราคา 1,190 บาท และรุ่นที่จำหน่ายพร้อมชุดเสาอากาศ ราคา 1,250 บาท นอกจากนั้นบริษัทฯยังเป็นผู้ผลิตกล่องรุ่น Play ของ MCOT ด้วย

ราคากล่องดิจิทัลที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 1,000-1,200 บาท เพราะผู้บริโภคจะได้ทั้งคุณภาพสินค้า ฟังก์ชันการใช้งานเพิ่ม และบริการหลังการขาย เนื่องจากสินค้ารับประกัน 2 ปี ส่วนแผนการทำตลาดจะเน้นการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ และกระจายจุดจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด ไอทีซิตี้ รวมถึงร้านจำหน่ายและตัวแทนติดตั้งจานดาวเทียม

นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย การตลาด และบริการ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์โตชิบา เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมทำตลาดจอโทรทัศน์ระบบดิจิทัลทุกรุ่น ทุกขนาด ตั้งแต่ 32 นิ้วขึ้นไป เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้ประชาชนใช้คูปองเป็นส่วนลดซื้อจอทีวีใหม่นอกจากกล่องดิจิทัล สำหรับโครงการแจกคูปองมูลค่า 690 บาทให้กับ 22 ล้านครัวเรือนของ กสทช. หรือมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะช่วยและกระตุ้นภาพรวมตลาดจอโทรทัศน์ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีให้เติบโต 10-20%