วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ.ชี้ไม่ควรต่ออายุโรงไฟฟ้าระยอง

กฟผ.ชี้ไม่ควรต่ออายุโรงไฟฟ้าระยอง หวั่นทำประเทศสูญเงินกว่า 12,500 ล้านบาท เหตุประสิทธิภาพต่ำ

รายงานข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่โรงไฟฟ้าระยองขนาดกำลังการผลิต 1,150 เมกะวัตต์ ของบริษัท ผลิตไฟฟ้าจำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกฟผ. จะหมดอายุลงในเดือนธันวาคม 2557 และได้มีความพยายามขอต่ออายุสัญญาออกไปอีก 5 ปี ทั้งๆที่โรงไฟฟ้าใกล้จะครบอายุ 25 ปี และมีประสิทธิภาพต่ำพร้อมที่จะปลดระวาง เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆแล้วโรงไฟฟ้าระยองไม่สมควรได้รับการต่ออายุออกไปอีก เนื่องจากประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าต่ำมากเพียง 50 % เท่านั้น เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งของกฟผ.และเอกชนที่กำลังทยอยเข้าระบบ จะมีประสิทธิภาพสูงถึง 60% ซึ่งหากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยืนยันจะพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าระยองที่มีประสิทธิภาพต่ำ จะทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินปีละกว่า 2,500 ล้านบาท ตลอดการต่ออายุ 5 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 12,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมากฟผ. ได้ทำหนังสือเลขที่ กฟผ. 973100/43670 ถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่เอ็กโก้ประเด็นเรื่องความสามารถของระบบส่งภาคตะวันออกตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2562 กรณีที่มีการต่ออายุโรงไฟฟ้าระยองออกไป 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2562 และมีการเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต 1,150 เมกะวัตต์นั้น พบว่า ในช่วงปี 2558-2560 ระบบส่งภาคตะวันออกจะรองรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าระยองได้เพียง 300 เมกะวัตต์เท่านั้น ส่วนในช่วงปี 2561-2562 จะรองรับได้เต็มที่เพียง 900 เมกะวัตต์ ดังนั้น หากมีการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าระยองก็ไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต

“หากคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติจริงๆแล้ว กกพ.ที่กำลังพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าระยองของเอ็กโก แม้ว่าจะเป็นบริษัทลูกของกฟผ.ก็ตาม ต้องพิจารณาให้ดี เพราะโรงไฟฟ้าระยองเก่าแล้ว ประสิทธิภาพก็ต่ำ แถมไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต เท่ากับต่ออายุโรงไฟฟ้าระยองให้มาอยู่เฉยๆไม่ต้องผลิตไฟฟ้าก็ได้เงิน ซึ่งหากเป็นแบบนี้จะทำให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่าได้ประโยชน์”แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากกกพ.พิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าระยองออกไปอีก 5 ปีนั้น ยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบสายส่ง เนื่องจากระบบสายส่งเดิมเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานต้องมีการปรับปรุงระบบสายส่งภาคตะวันออกเพิ่มเติมเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าระยองที่นำไปใช้ประโยชน์ได้เพียง 5 ปีเท่านั้น อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับแผนการปรับปรุงระบบส่งภาคตะวันออก มูลค่า 12,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นการปรับปรุงระบบสายส่งเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากการประมูลโรงไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่เท่านั้น