"เออีซีกับการกีดกันการค้าสำหรับธุรกิจสุขภาพ ยังเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเครือรพ.กรุงเทพ"
บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ กำลังสาวเท้ายาวๆ มาได้ "ครึ่งทาง" ของแผนที่ธุรกิจ 8 ปี (2011-2018) โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงๆ ละ 4 ปี
ไม่ต่างกับเกมการแข่งขันฟุตบอล
จะมีสิ่งที่เครือรพ.กรุงเทพฯ ผิดแผกออกไปจากแมตช์การแข่งขันอยู่บ้าง ก็คือ ระหว่างเส้นทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมสุขภาพนี้ ไม่เคยมีเวลาพักครึ่งเวลา หรือทดเวลาบาดเจ็บ
เพราะในขณะที่หมอต้องยื้อแย่งวินาทีแห่งความเป็นความตายเพื่อให้คนไข้รอดชีวิต เข็มวินาทีของธุรกิจก็ต้องดีดตัวเองให้ทำผลกำไร และสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นทุกขณะ
“แต่เดิมเราไม่เคยมีแผนธุรกิจอะไรชัดเจน พอเริ่มตั้งธงชัดว่าเราจะเป็นธุรกิจสารพัด “ดี” เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลระดับตำนานที่ใครๆ ก็กล่าวขวัญถึง เราก็เริ่มถามตัวเองว่า แล้วเราทำได้ไหม และจริงๆ แล้วเราอยากเป็นอะไร” นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ เปิดใจตอนหนึ่งระหว่างบรรยายในงานประชุมวิชาการร่วมของเครือ ภายใต้หัวข้อ “Get Healthy Get Ready for ASEAN Community” ที่ผ่านมา
ธุรกิจสารพัด “ดี” ในมุมมองของเครือรพ.กรุงเทพ คือ 1. ต้องดูดี (Good Look) สมชายจรดปลายเท้า ได้แก่ หมอดี (Good Doctors) พยาบาลดี (Good Nurses) บริการดี (Good Service) เทคโนโลยีดี (Good Technology) ระบบการส่งต่อดี (Good Referred)
2. งานต้องดี (Good Work) ได้แก่ รักษาดี ดูแลดี ประสิทธิผลดี สภาพแวดล้อมดี และ 3. ผลลัพธ์ดี ปี 2012 เครือรพ.กรุงเทพ ได้รับการยอมรับว่าเป็นธุรกิจโรงพยาบาลที่มีระบบการส่งต่อที่ดี (referral center) ติดอันดับ 3 ในไทย และบริษัทตั้งเป้าอยู่ในท็อป 3 ด้านความพร้อมของบุคลากร เครื่องมือ และระบบส่งต่อในสนามแข่งอาเซียนปี 2015 และสนามเอเชียแปซิฟิกปี 2018
“ปีหน้าเราจะมีโรงพยาบาลในเครือ ครอบคลุมพื้นที่ในไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนรวม 50 แห่ง”
อย่างไรก็ดี การพัฒนาโรงพยาบาลทั้ง 50 แห่งให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะติดขัดปัญหาการ "ขาดแคลนบุคลากร" และการใช้เครื่องไม้เครื่องมือให้คุ้มค่า
ดีที่สุดในขณะนี้คือ ต้องค่อยๆ ทำ ต้องค่อยๆ ปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“การดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลต้องละเอียดอ่อน และพยายามที่จะมองหาโอกาสเสมอ ที่ผ่านมาเราพยายามขยายธุรกิจเสริม (non core business) เช่น ยาเม็ด เครื่องมือทางการแพทย์ การให้บริการในห้องแล็บและเอ็กซเรย์”
เขากล่าวต่อว่า หลายปีมานี้ "ธุรกิจเสริม" สามารถสร้างผลกำไรให้โรงพยาบาลเป็นกอบเป็นกำ คิดเป็นตัวเลขสองหลัก ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในช่วง "รอยต่อ" ยุทธศาสตร์ 8 ปีที่เครือรพ.กรุงเทพ ยังขยับทำอะไรไม่ได้มาก เพราะติดปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะ "เภสัชกร"
5 ปีมานี้กรุงเทพดุสิตเวชการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่าเท่าตัว ประมาณการว่าปีนี้บริษัทจะเติบโตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท จากการ "ควบรวมกิจการ" ที่ทำให้อัตราเฉลี่ยการเติบโตอยู่ในเกณฑ์สูง
เป้าหมายสูงสุดในระยะทางเดินธุรกิจ 8 ปีคือ การเป็นธุรกิจสุขภาพชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับประชากร 3 พันล้านคน นพ.ปราเสริฐ บอกว่า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหลายประเทศทั่วโลกต่างก็จับตามองว่าเครือรพ.กรุงเทพ มีศักยภาพอยู่ไม่น้อยที่จะขึ้นแท่นผู้นำในอนาคต
“จากสภาพเศรษฐกิจในอเมริกาและยุโรป หลายฝ่ายมองว่าเอเชียแปซิฟิกจะเป็นโฟกัสใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ได้ด้วยเหตุผลหลายอย่าง อย่างไรก็ดี ในส่วนของเรายังต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกมาก การเป็นโรงพยาบาลที่ดี ต้องมีแพทย์ที่ดี มีวิชาความรู้ที่กระจายตัวและเฉลี่ยไปทั่วโลก ถ่ายเทกันได้ ใช้วิจัยร่วมกัน ใช้คนทำงานร่วมกัน ทำให้ต้นทุนถูกลง การที่เรารวมกลุ่มใหญ่ก็เพื่อต้องการแชร์ต้นทุนเรื่องคนและเครื่องมือ"
ภายหลังสิ้นปี 2015 ที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เริ่มมีผลบังคับใช้ "การกีดกันทางการค้า" สำหรับธุรกิจสุขภาพ ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเครือรพ.กรุงเทพ
แนวโน้มที่จะเห็นได้เด่นชัดจากนี้ไปคือ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในธุรกิจ "การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ" ดังที่สิงคโปร์และออสเตรเลียทำสำเร็จมาแล้ว ในส่วนของเครือรพ.กรุงเทพระหว่างนี้กำลังทำงานขะมักเขม้นกับรพ.ศิริราช
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าบ้านเราความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรัฐกับโรงพยาบาลเอกชนยังมีให้เห็นน้อย เหตุผลเป็นเพราะโครงสร้างการทำงานที่ยังแตกต่างกันอยู่มาก
นพ.ปราเสริฐ ยังระบุว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เอเชีย กับภารกิจดูแลสุขภาพให้นานาชาติ ตลอดจนสนับสนุนแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐก็สามารถดำเนินงานได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ก็ยัง "ไม่มีหน่วยงาน" ที่เข้ามารับผิดชอบโดยตรงในการดูแลธุรกิจสุขภาพทำให้ประเทศไทยเติบโตได้ช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น
รายงานจากบริษัทวิจัย บอสตัน คอนซัลติ้ง ยังชี้ชัดว่า 45% ของคนอเมริกาเหนือบินมารักษาในเอเชีย รองลงมาคือยุโรป 39% ตะวันออกกลาง 32% โดยประเทศในเอเชียที่นิยมมารักษาตัวคือ ไทย อินเดีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ขณะที่ญี่ปุ่นไม่เน้นการรักษาคนต่างชาติมากนัก
“ไทยเรามีศักยภาพสูงสุดในลูกค้ากลุ่มนี้ จากสถิติพบว่า คนต่างชาติมารักษาในเอเชียเพิ่มมากขึ้น ขณะที่คนเอเชียไปรักษาในอเมริกาและยุโรปเพียง 6% วันนี้ถนนสายสุขภาพวิ่งเข้าเอเชียหมด กลุ่มตะวันออกกลางมาเอเชีย 32% จากนี้ไปเราจะได้เห็นแนวโน้มการรักษาพยาบาลหลั่งไหลมาเอเชียมากขึ้น”
คนต่างชาติที่มารับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ จะมาไทย 38% สิงคโปร์ 33% อินเดีย 19% ส่วนที่เหลือจะไปมาเลเซีย และฟิลิปปินส์
“คุณภาพของประเทศในเอเชียรองรับการท่องเที่ยว ประเทศไทยการรักษาพยาบาลกลางๆ ไม่แพงไม่ถูก สิงคโปร์ค่อนข้างแพงกว่าสองเท่า อินเดียถูก มาเลเซียก็ถูก ฟิลิปปินส์ถูกกว่าไทย เมื่อประเมินถึงคุณภาพของการรักษา ของไทยได้คะแนน 75% สิงคโปร์เต็ม 100% ส่วนอินเดียคะแนนคุณภาพพอๆ กับไทย ขณะที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ยังอ่อนคุณภาพในการรักษาอยู่มาก”
นพ.ปราเสริฐ กล่าวว่า กลุ่มคนไข้ที่บินมารักษาตัวนอกประเทศ ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องค่ารักษาถูก แต่ต้องการความก้าวหน้าทางการแพทย์ โดยงานวิจัยระบุว่า 40% ของคนไข้ต้องการเทคโนโลยีสูงๆ อีก 32% ต้องการคุณภาพการรักษาพยาบาล และ 45% ต้องการการบริการที่รวดเร็วไม่ต้องรอคิว
เขามองว่า ประเทศไทยมีโอกาสอยู่มากที่จะปักหลักเป็น "ศูนย์กลางทางการแพทย์" ด้วยองค์ประกอบพื้นฐานที่ดีหลายเรื่อง ทั้งที่ตั้งภูมิศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยว และอาหารการกิน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น กฎเกณฑ์ต่างๆ การสร้างความพร้อมในทุกด้าน
ปัจจุบันเครือรพ.กรุงเทพ อยู่ในอันดับที่ 5 ของโรงพยาบาลในเอเชียแปซิฟิก หากเทียบกับขนาดมาร์เก็ตแคปที่ 9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีอเมริกานำมาเป็นอันดับ 1 มีมาร์เก็ตแคป 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามมาด้วยสิงคโปร์และออสเตรเลีย 1.2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่อันดับ 3 และ 4 ก็เป็นของบริษัทในอเมริกา
อย่างไรก็ดี ถ้าเปรียบเทียบในแง่ของผลกำไรเครือรพ.กรุงเทพ สามารถนำมาเป็นที่ 1 ด้วยตัวเลข 11.9% ตามมาด้วยสิงคโปร์ 9.3% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการ ถึงแม้ว่าจะมีขนาดธุรกิจที่เล็กกว่ายักษ์ใหญ่ในอเมริกาและสิงคโปร์
“การบริหารงานเราทำได้ดีในบิ๊ก 5 เราได้กำไรดี เป็นตัวอย่างของการสร้างขวัญกำลังใจที่ดีว่าเราจะต้องพยายามต่อไปที่จะไม่เป็นบ๊วย ต้องวางแผนให้รัดกุมรอบคอบ และปรับปรุงต่อไป”
ปัจจุบันเครือรพ.กรุงเทพ มีเครือข่ายโรงพยาบาลรวมทั้งหมด 35 แห่ง ดำเนินการภายใต้ชื่อรพ. 6 กลุ่ม คือ รพ.กรุงเทพ กลุ่มรพ.สมิติเวช รพ.บี เอ็น เอช กลุ่มรพ.พญาไท กลุ่มรพ.เปาโลเมโมเรียล และกลุ่มรพ.รอยัล
ภายในสิ้นปีนี้จะขยายเพิ่มเป็น 44 แห่ง จำนวน 7 พันเตียง มีแพทย์เต็มเวลา 2,053 คน แพทย์นอกเวลา 6,238 คน คิดเป็นสัดส่วนของบุคลากรทางแพทย์มากถึง 25% ของทั้งประเทศ พยาบาลอีก 1.2 หมื่นคน ทำงานเต็มเวลา 6 พันคน และนอกเวลาอีก 6 พันคน เป็นตัวเลขล่าสุดประจำเดือนก.ค. 2557








