"ประจิน"วางยุทธศาสตร์ขนส่งทางน้ำ10ปี ใช้งบกว่า7.6หมื่นล้าน ลุยพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง สร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมจะดำเนินงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำตามยุทธศาสตร์ 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2559-2568 โดยมีกรอบการใช้งบประมาณรวม 76,666 ล้านบาท เช่น โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 การจัดตั้งศูนย์ขนส่งสินค้าที่แหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่จะก่อสร้างโครงการท่าเรือปากบารา จ.สตูล ในลักษณะเชื่อมต่อเป็นแลนด์บริดจ์กับท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 มีระบบทางระไฟและถนนเชื่อมระหว่าง 2 ชายฝั่งทะเลระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย เป็นต้น
ทั้งหมดเพื่อประโยชน์การลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศ โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบขนส่งอื่น โดยในปี 2559 จะเพิ่มสัดส่วนจาก 15% เป็น 19% หรือลดต้นทุนค่าขนส่งเฉลี่ยเป็น 1.75 สตางค์ต่อตันต่อกิโลเมตร
สร้างท่าเรือสำราญ"สมุย-กระบี่"
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2558 จะใช้งบประมาณ 2,206 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ ก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่งที่แหลมฉบัง 782 ล้านบาท ศูนย์การขนส่งตู้สินค้าที่แหลมฉบัง 1,079 ล้านบาท จัดทำท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ที่ท่าเรือกระบี่และเกาะสมุย (จ.สุราษฎร์ธานี) โดยเป็นงบศึกษา 9 ล้านบาท และจัดทำระบบป้องกันตลิ่งในโครงการแม่น้ำป่าสัก 365 ล้านบาท
ส่วนการสร้างท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการเดินเรือรับผู้โดยสารในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มีท่าเรือทั้งหมดที่จะต้องดำเนินการในปี 2558-2560 ทั้งหมด 19 ท่าเรือ เบื้องต้นจะดำเนินการในปี 2558 จำนวน 9 ท่าเรือ วงเงิน 70 ล้านบาท จากวงเงินที่ต้องดำเนินการทั้งหมด 450 ล้านบาท เพื่อให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัย ปลอดภัย เชื่อมต่อกับโครงข่ายรถเมล์ ขสมก. และรถไฟฟ้า
ลุยท่าเรือปากบารา-แลนด์บริดจ์
ด้านโครงการท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญ จะทำการศึกษาเพิ่มเติมและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโครงการท่าเรือปากบารา จ.สตูล ซึ่งเป็นฝั่งอันดามัน โดยมียุทธศาสตร์จะเชื่อมต่อกับท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 ซึ่งอยู่ฝั่งอ่าวไทย จะเป็นการสร้างท่าเรือ 2 ท่าเรือ และสร้างแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะมีทั้งทางถนนและทางรถไฟเพื่อเสริมด้านการขนส่ง ระยะทางประมาณ 142 กิโลเมตร ที่ผ่านมาท่าเรือปากบาราผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว
ขณะที่เส้นทางเดินเรือในแม่น้ำ ก็จะทำการขุดลอกให้เป็นมาตรฐานเดินเรือตลอดทั้งปี เพื่อให้เรือสามารถเดินได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำแม่กลอง ปิง วัง ยม น่าน และป่าสัก โดยเป็นงบเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการในปี 2558
ยกสูง3สะพานข้ามเจ้าพระยา
นอกจากนี้ จะมีเรื่องของการยกระดับความสูงของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 3 แห่งที่มีท้องสะพานต่ำกว่ามาตรฐาน ได้แก่ สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานกรุงธน และสะพานนวลฉวี โดยสะพานพระพุทธยอดฟ้ามีความสูงจากระดับผิวน้ำเพียง 4.7 เมตร ซึ่งถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต่ำที่สุด และติดปัญหาเรือไม่สามารถลอดผ่านได้
ขณะที่สะพานกรุงธนสูงจากระดับผิวน้ำที่ 5.1 เมตร และสะพานนวลฉวีสูงจากผิวน้ำ 5.3 เมตร ส่งผลให้เกิดปัญหากับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำในช่วงฤดูฝนประมาณ 3 เดือน และน้ำทะเลหนุนสูงจนเรือไม่สามารถแล่นกลับได้
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี รองปลัดกระทรวงคมนาคมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เป็นประธานกำหนดทิศทาง และปรับปรุงทั้ง 3 สะพานว่าจะใช้วิธีการซ่อมแซมแบบไหนที่เหมาะสม ขณะที่แม่น้ำป่าสักมี 2 สะพานที่เป็นอุปสรรค ก็ต้องแก้ไขในลักษณะเดียวกัน
เตือนยกสะพานต้องรอบคอบ
ด้าน นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า เรื่องของการยกสะพานทั้ง 3 แห่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทั้ง 3 สะพานมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะสะพานพระพุทธยอดฟ้า ที่มีปัญหาการเดินเรือมากที่สุด เพราะมีระดับต่ำสุด จะต้องพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาให้ดี และจะต้องคงเอกลักษณ์เดิมไว้ เพราะถือเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง
ดังนั้นจึงอาจดูเรื่องการเปิดปิดสะพาน หรือหาวิธีอื่นแทน เช่น ไม่ให้ผู้ประกอบการเดินเรือวิ่งเรือเปล่า เพื่อช่วยถ่วงน้ำหนักเรือให้ความสูงต่ำลง เพราะปัญหาการเดินเรือจะเกิดขึ้นเฉพาะหน้าฝน ช่วงที่ตีเรือเปล่ากลับมาจากส่งสินค้าเท่านั้น
"โครงสร้างยกสะพานจะต้องดูอย่างรอบคอบ เพราะทั้ง 3 สะพานเป็นสะพานเก่า มีโครงสร้างเป็นเหล็ก ดังนั้นเมื่อจะปรับปรุงยกระดับสะพานขึ้น จะต้องคำนวณความมั่นคงขอตอม่อที่ต่อความสูงขึ้น รวมถึงคอสะพานที่จะต้องทำถนนไปเชื่อมด้วย ซึ่งอาจต้องจะต้องเวนคืนที่ดินเพิ่มอีกด้วย" นายจุฬา ระบุ
ห่วงกระแสต้านท่าเรือปากบารา
นายจุฬา กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการโครงการท่าเรือปากบารา จะใช้งบประมาณเริ่มต้นในปี 2558 เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยปัจจุบันโครงการผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว
ส่วนโครงการท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพกับชุมชน (เอชไอเอ) ซึ่งโครงการท่าเรือปากบาราจะใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และจะมีการพัฒนาเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมระหว่าง 2 ท่าเรือ ใช้งบประมาณ 6-7 พันล้านบาท ยังไม่รวมงบประมาณในการพัฒนาเส้นทางถนนที่จะทำคู่ขนานกับทางรถไฟด้วย
"ท่าเรือปากบาราจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำความเข้าใจกับประชาชน ส่วนทางรถไฟเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งศึกษาเสร็จหมดแล้ว อยู่ระหว่างทำอีไอเอ โดยเห็นว่าข้อขัดแย้งหรือสิ่งที่ประชาชนไม่เห็นด้วย ไม่ได้กลัวเรื่องของท่าเรือเท่าไร แต่กลัวว่าหลังจากมีท่าเรือ มีรถไฟแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เช่น มีนิคมอุตสาหกรรมมากน้อยขนาดไหน ซึ่งจะต้องกำหนดพื้นที่พัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมด โดยตามเป้าหมายจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2559-2560" นายจุฬา กล่าว
ยังไม่ได้รับเรื่องเรือด่วนขอขึ้นราคา
ต่อข้อถามถึงการพิจารณาขึ้นค่าโดยสารของเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อเสนอการขอปรับขึ้นค่าโดยสารจาก บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ระยะละ 2 บาทตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด แต่เกณฑ์การปรับขึ้นค่าเรือโดยสาร ที่ผ่านมาก็มีกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นราคาไว้อยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันราคาดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท จะต้องปรับขึ้นราคาตามหลักเกณฑ์ระยะละ 1 บาท แต่ยังไม่รวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ค่าอะไหล่ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หากบริษัทขอปรับค่าโดยสารอย่างเป็นทางการ กรมเจ้าท่าก็พร้อมพิจารณาให้ แต่จะขอให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการให้บริการให้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้นด้วย








