ความงามที่แตกต่าง
เติบโตจากกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง
BEAUTY มีศักยภาพเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมจาก (1) การออกแบบผลิตภัณฑ์และร้านค้าให้มีเอกลักษณ์ทันสมัยโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ช่วยสร้างฐานลูกค้าที่เป็นของตนเอง รวมถึงทำตลาดผ่านโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค ช่วยขยายตลาดโดยรวดเร็วผ่านการบอกต่อ (2) วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับเกรด Premium แต่กำหนดราคาสินค้าถูกกว่าคู่แข่งระดับเดียวกัน ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อไม่ยาก ขณะที่เดียวกันก็ไม่ลงไปเล่นสงครามราคากับผลิตภัณฑ์เกรดต่ำกว่าเพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ (3) เน้นการผลิตและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีความสม่ำเสมอ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จึงทันต่อความนิยมของลูกค้า (4) ใช้ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และตราผลิตภัณฑ์เพื่อครอบคลุมลูกค้าหลายกลุ่ม และมีหน้าร้านเป็นของตนเองเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง สร้างการรับรู้ตราผลิตภัณฑ์ รวมถึงใช้เป็นช่องทางในการทำการตลาดและวิจัยตลาด
BEAUTY สามารถเติบโตได้อีกมาก
เราเชื่อว่าแผนการขยายสาขาของผู้บริหาร 65 สาขาทุกปี ใน 3 ปีข้างหน้าเพิ่มจาก 232 สาขา ณ สิ้นปี 56 มีความเป็นไปได้ (1) ตลาดที่ยังอยู่ในวัฏจักรการเติบโต การเปิดสาขาช่วงที่ผ่านมาตลาดยังให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ สังเกตจากต้นปีที่ผ่านมาที่มีวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยอดขายสาขาเดิมของ BEAUTY ยังสามารถเติบโตได้ (SSSG เติบโต 8% ช่วง 1H57 สวนทางกับเครือข่ายร้านอาหารหรือแม้แต่เครือขายร้านค้าปลีกที่ส่วนใหญ่ติดลบ) (2) การขยายสาขามีแนวโน้มออกไปในต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อมากขึ้น (Urbanization) และการแข่งขันยังไม่รุนแรง (3) แผนการเปิดสาขาประเภท Beauty Market มากขึ้นที่จะรองรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น และกลุ่มเป้าหมายที่ขยายขอบเขตขึ้นกว่าสาขาแบบดั้งเดิมที่เน้นตลาดวัยรุ่นเพศหญิง จะช่วยเร่งการขยายตัวของยอดขายต่อสาขา (4) ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งไม่มีหนี้สินทางการเงิน ผลิตภัณฑ์มีอัตรากำไรขั้นต้นทุนจะช่วยรองรับการขยายสาขาให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว
กลับมาให้คำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสม 34 บาท
ด้วยตลาดที่อยู่ในแนวโน้มการเติบโต โดยเฉพาะจากตลาดในภูมิภาค (Urbanization) ความแข็งแกร่งของตราผลิตภัณฑ์และช่องทางจัดจำหน่าย แผนขยายสาขาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งไม่มีหนี้สินทางการเงิน จะสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการต่อเนื่องและโดดเด่นกว่ากลุ่มในสามปีข้างหน้า โดยเราประมาณการกำไรสุทธิในช่วง 57-59 เติบโตเฉลี่ยปีละ 27% จาก 261 ล้านบาทในปี 57 เป็น 435 ล้านบาทในปี 59 จากสมมติฐานรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 34% ทำให้ ROE มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในสามปีข้างหน้าถึงระดับ 36% ในปี 59 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปีละ 3%-4% เราประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี DCF (WACC 10%, Terminal growth 2%) มูลค่าเหมาะสม 34 บาท เทียบเท่า 28xP/E’58 ใกล้เคียงหุ้นในกลุ่ม Personal Product store แต่เท่ากับ 5.6xP/Sales’58 ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย P/Sales ย้อนหลัง 3 ปีของกลุ่ม Personal Product store ที่ 16.7 เท่า









