กลุ่มอีพีจีอัดงบลงทุน1.5พันล้าน ขยายธุรกิจในและตปท. เล็งตั้งโรงงานในอินโดฯ ฟิลิปปินส์ รองรับเศรษฐกิจขยายตัว
นายเฉลียว วิทูรปกรณ์ กรรมการบริหาร บริษัท อีสเทิร์น โพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรืออีพีจี ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติก เปิดเผยว่า แม้ในปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างรุนแรง และภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา แต่ผลประกอบการรวมของกลุ่มอีพีจี คาดว่าจะมีอัตราเติบโออยู่ที่ 8-10% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 6,590 ล้านบาท
รายได้รวมของกลุ่มมาจาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉนวนยางกันความร้อน-เย็น ที่ใช้ในอาคารและโรงงาน ที่มีสัดส่วน 34% ของรายได้รวม 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนและตกแต่งยานยนต์ ที่มีสัดส่วน 33% ของรายได้รวม 3.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกคุณภาพสูง ที่มีสัดส่วน 33% ของรายได้รวม
อีพีจีได้วางแผนระยะยาวภายใน 5 ปี มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในระดับ 1 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10% โดยปัจจัยบวกภายในประเทศ มาจากการอัดฉีดเม็ดเงินในระบบโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น
ขณะผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ชิ้นส่วน และตกแต่งรถยนต์ ก็มีแนวโน้มที่ดีจากโครงการรถยนต์อีโคคาร์ 2 ที่จะมียอดการผลิตรถยนต์เพิ่มกว่า 1 ล้านคัน ส่วนตลาดต่างประเทศ ก็จะมีอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะอาเซียน
ปัจจัยหลักที่จะทำให้ อีพีจี เติบโตคือการกระจายฐานการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อกระจายความเสี่ยง ที่ผ่านมากระจายฐานการผลิตฉนวนยางกันความร้อน และเย็น ภายใต้แบรนด์แอร์โรเฟล็ก ในไทย สหรัฐ เยอรมัน อินเดีย รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และจีน 2 แห่ง โดยในปีงบ 2557 (มี.ค. 2557-เม.ย. 2558) บริษัทเตรียมใช้เงินลงทุนมูลค่า 800-1,500 ล้านบาท ในการเพิ่มกำลังการผลิตรวมถึงเพิ่มขนาดธุรกิจในต่างประเทศ
สำหรับแผนการลงทุนของกลุ่ม อีพีจี ในอนาคต ในส่วนของกลุ่มธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน ขณะนี้มีสัดส่วนตลาดต่างประเทศ 70% และภายในประเทศ 30% มีสัดส่วนแบ่งการตลาดโลกประมาณ 8% อยู่ในอันดับ 3 ของโลก โดยในอนาคตคาดว่าตลาดอาเซียนจะมีความต้องการสูงขึ้น ซึ่งได้มองแนวทางการเข้าไปร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ ตั้งโรงงานผลิตฉนวนยางฯในประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
“ปัจจุบันตลาดส่งออกฉนวนหลักของบริษัท คือ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ส่วนเวียดนามก็เติบโตขึ้น และหากยอดขายอยู่ในระดับที่น่าลงทุน ก็จะร่วมกับพันธมิตรตั้งโรงงาน โดยนำวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปจากไทยไปเข้าโรงอบขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ปี 2558 คาดว่ายอดขายในกลุ่มฉนวนกันความร้อนจะเติบโต 5-10%” นายเฉลียว กล่าว









