ชูไทยแลนด์ทรีพลัสสัมปทานปิโตรฯ21 "ณรงค์ชัย" ขีดเส้นต.ค.เปิดยื่นขอสำรวจแหล่งก๊าซ หวั่นวิกฤติขาดแคลนก๊าซอ่าวไทย
"ณรงค์ชัย” เร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ในเดือน ต.ค. นี้ เสนอระบบไทยแลนด์ทรีพลัส เพิ่มประโยชน์ให้กับรัฐมากขึ้นกว่าเดิม ด้านสถาบันปิโตรเลียมฯ เผยแบบจำลองก๊าซฯอีก20 ปีข้างหน้าขั้นเลวร้ายสุด ปี 2564 ก๊าซฯไม่พอป้อนโรงแยกก๊าซ
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน Energy Forum ครั้งที่1 "เข้าใจ เข้าถึง ก๊าซธรรมชาติ" ซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2557 ว่า กระทรวงพลังงานจะเร่งพิจารณาการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ภายในปี 2557 นี้ โดยในเดือน ต.ค. 2557 จะเปิดให้เอกชนที่สนใจยื่นเอกสารขอสำรวจแหล่งที่มีความเป็นไปได้ในการพบปิโตรเลียม ก่อนที่จะมีการออกสัมปทานสำรวจต่อไป
ส่วนแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุนั้น จะมีความชัดเจนในแนวทางบริหารจัดการ ภายในปี 2568 รวมทั้งจะเร่งเจรจาหาแหล่งปิโตรเลียม จากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม
ทั้งนี้ในวันที่ 22 ต.ค. 2557 นี้ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ(กพช.) จะมีการนำเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เข้าสู่การพิจารณาด้วย รวมทั้งจะนำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเคยมีมติในการทำงานของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้าที่ประชุมกพช.เพื่อยืนยันมติ และพิจารณา ต่อยอดดำเนินการเพิ่มเติม
นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว ที่เรียกว่าระบบ ไทยแลนด์ทรีพลัส ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากระบบสัมปทานเดิม คือ ไทยแลนด์ทรี ที่รัฐจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ในรูปของเงินโบนัส หากเอกชนผู้รับสัมปทานสามารถผลิตปิโตรเลียมได้ตามเพดานที่รัฐกำหนด สำหรับแปลงสัมปทานที่จะเปิดให้ยื่นขอรับการสำรวจนั้น จะมีทั้งหมด 29 แปลง ส่วนใหญ่จะเป็นแปลงสัมปทานที่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถาบันปิโตรเลียมฯได้จัดทำแบบจำลองสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย จนถึงปี 2573 พบว่ากรณีเลวร้ายที่สุด ที่ความต้องการใช้ก๊าซจะเพิ่มเป็น 6,542 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปี 2556 ที่ใช้ก๊าซอยู่ 4,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และนำไปใช้ในภาคไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 4,261 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์แล้ว(proven reserve ) มีเหลืออยู่ 8.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเหลือใช้อีกเพียงแค่ 6 ปี แต่หากรวมปริมาณสำรองที่คาดว่ามีโอกาสเจอก๊าซฯ 50%(probable reserve) จะเหลือใช้เพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น
ดังนั้นหากไม่มีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมเพื่อเพิ่มปริมาณสำรอง หรือพลังงานอื่นมาทดแทนก๊าซธรรมชาติที่จะหมดลง จะประสบปัญหาวิกฤติก๊าซหนักที่สุดในปี 2564 เพราะปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ผลิตได้จะเหลือต่ำกว่า 2,750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าปริมาณที่ส่งป้อนให้โรงแยกก๊าซปัจจุบัน และยังจะกระทบกับปริมาณการผลิตก๊าซหุงต้มในประเทศด้วย และจะต้องนำเข้าแอลพีจีในราคาตลาดโลก มาทดแทน
การนำเข้าแอลเอ็นจีให้เพียงพอกับความต้องการ จะต้องมีการสร้างคลังเก็บแอลเอ็นจีเพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ 2 คลัง เป็น 6-8 คลังในอนาคต หรือคิดเป็นปริมาณนำเข้าแอลเอ็นจีถึง 40-50 ล้านตัน หรือเกือบ 50% ของการนำเข้าแอลเอ็นจีของประเทศญี่ปุ่น และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 3.90 บาทต่อหน่วย เป็น 5.50 บาทต่อหน่วยในอนาคต เนื่องจากราคาแอลเอ็นจีมีราคาแพงถึง 15-16 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขณะที่ราคาก๊าซในอ่าวไทยอยู่ที่ 8 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
"รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 และจัดหาแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติมในประเทศเพื่อที่จะลดการนำเข้าแอลเอ็นจี เพราะไม่เชื่อว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยจะแข็งแกร่งเหมือนญี่ปุ่นที่ จะสามารถรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีจำนวนมากถึง40-50ล้านตันในราคาที่แพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยกว่าเท่าตัวได้" นายศิริ กล่าว








