วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สั่งปรับยุทธศาสตร์บีโอไอหนุนลงทุนศก.ดิจิทัล

"ปรีดิยาธร”สั่งปรับแผนยุทธศาสตร์บีโอไอรับเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งประยุทธ์เคาะใน3สัปดาห์ บีโอไอไฟเขียวอีก20โครงการ

การดำเนินนโยบายบริหารเศรษฐกิจบนฐานดิจิทัล เป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อปรับรากฐานใหม่ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเมื่อวานนี้ (3 ต.ค.) ได้ให้บีโอไอไปทำแผนการส่งเสริมกลับมาใหม่อิงไปกับเศรษฐกิจดิจิทัล

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอได้มีการพิจารณายุทธศาสตร์การลงทุนอุตสาหกรรมของไทยในระยะต่อไป โดยมีความเห็นว่าจะมีการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศไทย ให้ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหลายสิบประเภท โดยจะต้องมีการจัดทำรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วนและนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งภายใน 3 สัปดาห์

“หลังจากที่ประเทศไทยมีการพัฒนาการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมในเชิงลึก นายกรัฐมนตรีให้โจทย์ว่าจะปรับโฉมหน้าการลงทุนของอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างไร ที่จะทำให้ลึกให้ดี ส่งเสริมแล้วประเทศไทยจะสามารถเป็นผู้ผลิตชั้นนำของโลกได้ ส่วนอุตสาหกรรมธรรมดาๆที่ใช้แรงงานมาก เราก็จะส่งเสริมให้น้อยลง”ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

แผนใหม่เพิ่มมาตรการจูงใจไม่ใช่ภาษี

เขากล่าวต่อไปว่า ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ของบีโอไอ จะมีการเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ไม่ใช่ภาษี (non tax) มากขึ้น เช่น ในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น ส่วนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศ ก็จะมีการส่งเสริม เช่น การส่งเสริมการตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้าจากยางพาราเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่าที่ประชุมฯในวันนี้ได้มีมติเห็นชอบในหลักการยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ แต่ที่ประชุมได้มอบหมายให้ไปแก้ไขในรายละเอียดบางอย่าง เช่น ให้กำหนดประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริมเป็นพิเศษ เช่น ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากยางพาราจะมีการส่งเสริมอย่างไร

ขณะที่การส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการ SMEs ก็ให้มีการกำหนดมาตรการที่จะช่วยเหลือให้ชัดเจนโดยเพิ่มมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพัฒนาฝีมือแรงงานและการอำนวยความสะดวกในการจัดหาแรงงาน และการสนับสนุนให้มีการสร้างห้องทดสอบผลิตภัณฑ์ของภาครัฐ เป็นต้น ซึ่งการปรับปรุงรายละเอียดต่างจะต้องนำมาเสนอในที่ประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งต่อไป

เคาะ20 โครงการ 8.9 หมื่นล้าน

นอกจากนี้ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอได้มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมอีก 18 โครงการ และอนุมัติโครงการที่ขอแก้ไขรายละเอียด 2 โครงการ รวม 20 โครงการ รวมวงเงินลงทุน 89,713.4 ล้านบาท ทำให้ล่าสุดมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมรวม 603 โครงการ คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 458,600 ล้านบาท จากเดิมที่ค้างอยู่กว่า 700 โครงการวงเงินลงทุนรวมประมาณ 740,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่สำคัญที่อนุมัติครั้งนี้ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.โครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (ECO-CAR ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 จำนวน 6 โครงการ 52,649 ล้านบาท ได้แก่ 1.บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด วงเงินลงทุนประมาณ 7,700 ล้านบาท 2.บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด วงเงินลงทุนเพิ่ม 1900 ล้านบาท 3.บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 18,180 ล้านบาท 4.บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุนทั้งสิ้น 13,109 ล้านบาท 5.บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย ) จำกัด วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 6,860 ล้านบาท และ 6.บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,900 ล้านบาท

มั่นใจอีโคคาร์ 1-2 ดันไทยฮับรถยนต์

“การส่งเสริมการลงทุนในโครงการผลิตอีโคคาร์ระยะที่ 1 - 2 จะทำให้ไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์อีโคคาร์ของโลกได้ในอนาคตเนื่องจากไทยจะมีกำลังการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ถึง 2 ล้านคันต่อปี จากโครงการในระยะที่ 1 กำลังการผลิตรวม 5 แสนคันและระยะที่ 2 กำลังการผลิต 1.5 ล้านคัน ซึ่งถือว่าผลิตรถยนต์ประเภทนี้ได้มากสุดในโลก”

และ 2.โครงการผลิตไฟฟ้าทั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ และโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติรวม 9 โครงการ รวมวงเงิน 28,058.5 ล้านบาท เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของ บริษัท โคราชวินด์เอ็นเนอร์ยี จำกัด เงินลงทุนทั้งสิ้น 3,690 ล้านบาท โครงการส่งเสริมลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย บริษัท อาร์อีเอส นครศรีธรรมราช จำกัด เงินลงทุนทั้งสิ้น 970 ล้านบาท และโครงการขยายกิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ (REFUSE DERIVED FUEL) ของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด เงินลงทุนทั้งสิ้น 3,165.7 ล้าน เป็นต้น

ดันบรอดแบนด์ชาติหนุนศก.ดิจิทัล

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาระบบราชการกับการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน”จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒานาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่หอประชุมกองทัพเรือว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ให้อยู่บนฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

ทั้งนี้กฎหมายที่ออกมาจะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัล มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานทุกส่วน ทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการพัฒนาเครือข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (National Broadband) เพื่อเป็นเครื่องมือให้ประชาชนและเอกชนสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์ของระบบดิจิทัลได้สะดวกมากขึ้นและราคาถูกลง ซึ่งจะช่วยพัฒนาธุรกิจ และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)

จี้หน่วยงานรัฐปรับระบบทำงาน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เมื่อประชาชนและเอกชนมีความต้องการใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ในอนาคตการทำงานของหน่วยงานราชการต่างๆก็ต้องมีการพัฒนาและปรับตัวให้รองรับกับระบบเศรษฐกิจใหม่ โดยให้มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนต่างๆลง รวมทั้งพัฒนาระบบการให้บริการ โดยนำเทคโนโลยีและระบบคอมพิวเตอร์เข้ามารองรับให้มากขึ้น เช่น การขออนุญาตต่างๆ จะต้องมีการใช้เอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาให้บริการมากขึ้น เพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินการ และลดต้นทุน

“การที่สามารถลดขั้นตอนการให้บริการภาครัฐ หรือลดการใช้แบบฟอร์มลงได้ ถือว่าเป็นบุญกับคนจำนวนมาก เพราะแบบฟอร์มและขั้นตอนของราชการในแต่ละขั้นตอนเกี่ยวข้องกับคนในสังคมเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากหน่วยงานใด สามารถลดขั้นตอนต่างๆที่มีความซ้ำซ้อนและไม่มีความจำเป็นลงได้ ถือว่าเป็นผลงานที่ควรจะมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่จะใช้ในการปรับเงินเดือนหรือปรับขั้นของราชการได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว