วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนชี้ไทยเข้าสู่วิกฤติแรงงาน

(รายงาน) เอกชนชี้ไทยเข้าสู่วิกฤติแรงงาน จี้"รัฐบาล"เร่งแก้ปัญหา

ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จัดงาน EIC Conference : Thailand in Transformation โดยมีการเสวนา "เรื่องปรับมุมมอง ส่องกลยุทธ์ธุรกิจยุคปฏิรูป" โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และนางศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด โดยมีรายละเอียดดังนี้

นายอิสระ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไทยต้องมีการปรับตัว และต้องศึกษาตลาดคู่แข่ง และดูจุดแข็งจุดอ่อนกิจการตัวเอง ขณะเดียวกัน สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการยกระดับด้านผลิตภาพการผลิตให้มากขึ้น

"การปฏิรูปแรงงานเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแรงงานไทยขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้แรงงานของไทย มากกว่ามาเลเซีย 1 เท่าตัวแต่ ส่วนในภาคการเกษตรยิ่งน่าห่วง ไทยมากกว่ามาเลเซีย 6 เท่า รายได้ต่อหัวต่ำกว่ามาเลเซียมาก เพราะไทยไม่ได้เพิ่มผลิตภาพการผลิต ที่ผ่านมาเอกชนเคยตัวจากการนำแรงงานต่างชาติเข้ามา แต่ถ้าแรงงานเพื่อนบ้านกลับไปจริงๆ อาจเกิดปัญหาขึ้นได้"

มั่นใจไทยยังยกระดับการผลิตได้

ที่ผ่านมาหลายบริษัท หันมาใช้เครื่องจักรกลมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนการย้ายฐานการผลิตต้องพิจารณาให้ดี เพราะยังมีหลายปัจจัย ที่อาจเกิดปัญหาในอนาคต อย่างต้นทุนค่าไฟฟ้า จะสูงกว่าไทยหรือไม่ ต้นทุนขนส่งเป็นอย่างไร

"ผมมองว่าไทย ยังสามารถยกระดับการผลิตได้ การย้ายฐานการผลิตอาจได้ไม่คุ้มเสีย"

นอกจากนี้ เอกชนไทย ต้องทำการศึกษาประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตได้ดี จีดีพีเติบโต 5-7% โดยเฉพาะประเทศพม่า มีการนำเข้าสินค้า 6 แสนล้านบาท ปัจจุบันไทยส่งสินค้าไปยังประเทศพม่า 2 แสนล้านบาท จึงยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ส่วนประเทศลาว เราส่งสินค้าไปขายคิดเป็น 80 %ของสินค้านำเข้าทั้งหมดของประเทศลาว โอกาสเติบโตจำกัด ซึ่งสิ่งที่เราต้องเรียนรู้คือกฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศเพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน

ขาดการพัฒนาด้านผลิตไทยหลุดแชมป์ส่งออกข้าว

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มองเห็นสอดคล้องทางเดียวกันว่า ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาด้านประสิทธิภาพการผลิตอย่างมาก

"ประเทศไทยเคยส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก แต่ผลิตภาพต่ำสุดในภูมิภาค และอาจจะต่ำที่สุดในโลก แพ้ พม่า ลาว และกัมพูชา เหตุเพราะไทยใช้ต้นทุนเยอะ ระบบชลประทานไม่ดี เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ คนไทยจะติดสบาย ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน อนาคตการแข่งขันกับต่างประเทศจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ

การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หลายบริษัทไม่มีการเตรียมตัว เพราะเรามีความสุขกับการค้าขายในประเทศ และขาดการพัฒนาด้านการวิจัย แม้ที่ผ่านมาจะมีหน่วยงานอย่าง สวทช. แต่งานวิจัยที่ออกมาไม่ตรงตามความต้องการของภาคเอกชน ซึ่งเขาควรเชิญเอกชนเข้ามาช่วยปรึกษาหารือว่า ต้องการงานวิจัยด้านไหน เอกชนมีส่วนร่วมน้อยมาก

หนุนตั้งบอร์ดยุทธศาสตร์แห่งชาติ

รวมไปถึงการศึกษาเป็นอีกปัญหาที่ใหญ่มาก ประเทศไทยเน้นใบปริญญามากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาขาดคนที่ทำงานด้านเครื่องจักรได้ ดังนั้นจึงทำให้หลายบริษัทเร่งแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยทำการเปิดสถาบันการศึกษาขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาอาชีวะ เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ธุรกิจเอสเอ็มอี ก็จะประสบปัญหาอย่างมากเช่นกัน ถ้าไม่มีการเพิ่มบุคลากรที่มีการศึกษา ตรงกับความต้องการของเอสเอ็มอี ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหา โดยให้บริษัทเอสเอ็มอี จะต้องเร่งส่งพนักงานเข้าไปศึกษา กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการสอนแรงงาน ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ก็ต้องช่วยส่งเสริมและพัฒนาบริษัทเอสเอ็มอีด้วย

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ประเทศไทยควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขึ้นมา ซึ่งจะเป็นการช่วยกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ นำผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาระดมความเห็น ปราศจากนักการเมือง เพื่อให้มีความชัดเจนของก้าวที่ประไทยจะพัฒนาต่อไป

ไทยพาณิชย์ชี้ไทยเข้าสู่วิกฤติแรงงาน

ขณะที่ นายวิชิต ย้ำว่า ขณะนี้ประเทศไทย ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง โดยเฉพาะแรงงานคุณภาพที่เป็นที่ต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เงินลงทุนโดยตรงที่เคยเข้ามาประเทศไทยคิดเป็น 39% ของภูมิภาค ในขณะนี้ได้ลดลงเหลือ 20% ทำให้เงินลงทุนที่เคยไหลเข้าลดลง กระทบต่อการส่งผ่านเทคโนโลยีจากต่างชาติ

ส่วนการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ยังมีไม่มากนัก จึงน่ากังวลว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ไทยเคยมีจะลดลง เห็นได้จาก ดัชนีชี้วัดความสามารถแข่งขันของไทยปรับลดลงต่อเนื่อง

ขณะที่ระบบการศึกษาผลิตแรงงานเข้าสู่ระบบไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา กว่า 25% ของนักศึกษาที่จบมาไม่ได้ทำสิ่งที่เรียน เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่มีเพียง 10%

หวั่นไทยไม่สามารถรักษาความมั่งคั่งได้

ส่วนความมั่งคั่งของประเทศไทยในระยะยาว จะต้องขึ้นกับความสามารถแข่งขันเทียบประเทศอื่น ดังนั้นหากไทยยังไม่ให้ความสนใจกับความสามารถแข่งขันในระยะยาว อาจจะไม่สามารถรักษาความยั่งยืนของมั่งคั่งได้

"หากแรงงานพม่ากลับไป ไทยจะไม่ใช่แค่ขาดแรงงาน แต่เราหาแรงงานอายุน้อยไม่ได้เพราะ เราเข้าสู่สังคมเกษียณ การขาดแรงงานซีเรียสมาก ระยะสั้นเราไปได้ เราไม่เห็นว่าวิกฤตินี้กำลังก่อตัว พายุกำลังมา นักศึกษาจบมาไม่ได้ตรงกับที่ต้องการ งานวิจัยที่ทำมาก็เก็บเข้าตู้ เราอยากได้เอฟดีไอ แต่อย่าหวังว่าเอฟดีไอจะเข้ามาเรื่อย ๆ เราต้องสร้างแบรนด์ สร้างความสามารถของตัวเองเราต้องคิดว่า จากนี้ไป 5 ปี เราจะเก่งเรื่องใด การท่องเที่ยวหรือการเกษตร"

รัฐต้องยกระดับวิจัย-พัฒนา

ส่วนนางสาวศุภลักษณ์ มองว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปีหน้านั้น จะมีผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ แม้ประเทศไทยได้เปรียบมากที่สุด เนื่องจากมีฐานการผลิตใหญ่ และฐานส่งออกแข็งแกร่ง ซึ่งได้เปรียบได้เปรียบทั้งวัฒนธรรม และการบริการที่ดีเยี่ยม แต่เราติดปัญหาการเมืองที่สร้างขึ้นมาฉุดรั้งตัวเอง ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เปรียบอีกต่อไป แม้ปัจจุบันจะสงบลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามว่า จะรักษาความสงบเช่นนี้ได้อีกนานแค่ไหน

"ความขัดแย้งในประเทศ เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย อย่างธุรกิจห้างสรรพสินค้า แม้จะลงทุนสูงเท่าไหร่ก็ตาม หรือสร้างห้างสรรพสินค้าที่สวยหรูขนาดไหน แต่แบรนด์สินค้าระดับไฮเอนด์ไม่ค่อยสนใจ และมีมุมมองที่ไม่ดี เพราะไทยไม่เคยยกระดับประเทศ"

ดังนั้นทุกคนที่มีส่วนร่วมในสังคม จึงต้องช่วยกันคิดว่า ไทยจะแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างไร ในอนาคตประเทศไทยต้องสร้างความสามารถของแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจต้องย้ายฐานแรงงานไปยังประเทศอื่น อีกทั้งต้องการพัฒนาแบรนด์สินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยต้องพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตเร็ว ต้องยกระดับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยในส่วนนี้