เจโทรและหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ เรียกร้อง ก.อุตสาหกรรมเพิ่มโควตานำเข้าเหล็กเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ปีหน้า
นายฮิซามิ โคกะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) และนายมาซายารุ โฮซูมิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร กรุงเทพฯ นำคณะผู้บริหารเข้าพบนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่ง
นายจักรมณฑ์ กล่าวภายหลังการประชุมกับเจโทรและเจซีซีว่า ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้รัฐบาลไทยจัดสรรโควตานำเข้าเหล็กที่ได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้าตามข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ได้รับการจัดสรรคิดเป็นร้อยละ 50-60 ของปริมาณนำเข้ามาใช้จริง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านคันในปีหน้า หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25 จากยอดผลิตรวมตลอดปีนี้ที่จะมียอดผลิตประมาณ 2 ล้านคัน เนื่องจากปีหน้าตลาดรถยนต์จะฟื้นตัวขึ้นจากการที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้นผู้ผลิตรถยนต์จะดำเนินการเร่งการส่งออกให้มากขึ้นประกอบกับตลาดรถยนต์ในประเทศไทยกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งรวมถึงโครงการรถยนต์อีโคคาร์ระยะที่ 2 ที่จะทำให้มีความต้องการใช้เหล็กในการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้แจ้งแก่ทางเจซีซีและเจโทร กรุงเทพฯ ให้แจ้งไปยังกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น หรือเมติ ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังได้รับการดำเนินการจากฝ่ายรัฐบาลญี่ปุ่นตามข้อตกลง
ส่วนเรื่องการตรวจสอบมาตรฐานเหล็กนำเข้าจากญี่ปุ่นที่ปกติสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดให้ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจโรงงานผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นปีละครั้ง แต่ทางฝ่ายเจซีซีและเจโทรกรุงเทพฯ ต้องการผ่อนปรน กระทรวงอุตสาหกรรมยินดีให้ทาง สมอ.ปรับลดการตรวจโรงงานผลิตเหล็กใหม่เป็น 2 ปีตรวจหนึ่งครั้งแทน ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นมีความพอใจ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์ออกไปตรวจโรงงานผลิตนี้ สมอ.สามารถดำเนินการได้ทันที และใช้กับโรงงานในไทยด้วย นอกจากนี้ ทางฝ่ายญี่ปุ่นยังต้องการทราบบัญชีวัตถุอันตราย จึงได้ชี้แจงไปว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จัดทำข้อมูลเป็นภาษาไทยไว้อยู่แล้ว การที่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะไม่ได้เป็นสมาชิก การเข้าเป็นสมาชิกจะสามารถทำให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
นายจักรมณฑ์ ระบุว่า เจซีซีและเจโทร กรุงเทพฯ ย้ำว่า เอกชนญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว ยังคงมีความสนใจลงทุนเพิ่มในประเทศไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ยังต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยสัปดาห์หน้าซูซุกิจะนำรถยนต์ที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปขายยังประเทศในสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นมีการขยายการลงทุนออกไปประเทศอื่นด้วยเช่น อินโดนีเซีย ซึ่งมีตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ เรื่องดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของรูปแบบการลงทุนของภาคเอกชน









