แบงก์ชาติ เชื่อแนวโน้มเอ็นพีแอลรถยนต์เริ่มทรงตัว โดยเฉพาะจากรถยนต์คันแรก เหตุการทิ้งรถยนต์เริ่มไม่คุ้ม
“แบงก์ชาติ” เชื่อแนวโน้มเอ็นพีแอลรถยนต์เริ่มทรงตัว โดยเฉพาะจากรถยนต์คันแรก เหตุระยะเวลาผ่อนชำระผ่านไปกว่า 2 ปี การทิ้งรถยนต์ารทิ้งรถยนต์เขณะที่แบงก์พาณิชย์ปรับกลยุทธ์ โดยการยืดเวลาชำระหนี้-ลดดอกเบี้ยให้ เหตุการณ์ยึดรถขายทิ้งอาจไม่คุ้มหลักประกัน ด้าน "ลีสซิ่งกสิกรไทย" ยอมรับ ยอดยึดรถแต่ละเดือนสูงถึง 100 คัน ขณะที่ราคารถตกเร็ว หันเน้นสร้างรายได้ผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อรักษากำไร
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในส่วนของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์น่าจะเริ่มทรงตัวแล้ว โดยเฉพาะสินเชื่อที่ปล่อยผ่านโครงการรถยนต์คันแรก เพราะโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาการผ่อนชำระผ่านมา 2 ปีแล้ว ซึ่งโดยธรรมชาติคนมักจะไม่ทิ้งรถยนต์หรือยอมปล่อยให้เกิดเป็นเอ็นพีแอลแล้ว
“โดยธรรมชาติของรถยนต์ ถ้าผ่อนไป 2 ปี รับรองว่าไม่ทิ้งแล้ว แต่ถ้าไม่ถึงก็มีสิทธิทิ้งได้ เพราะระยะเวลา 2 ปี ถือว่าผ่อนมาเกือบครึ่งทางแล้ว อีกทั้งเงินที่ได้คืนจากภาครัฐก็สามารถนำมาผ่อนชำระคืนต่อได้ จึงสามารถถูไถไปได้ การทิ้งรถยนต์ในช่วงนี้จึงไม่น่าจะคุ้ม เพราะราคารถยนต์มือ 2 เองก็ไม่ค่อยดีด้วย ดังนั้นแนวโน้มเอ็นพีแอลจึงไม่น่าจะมากไปกว่านี้” นายรณดลกล่าว
นอกจากนี้ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์เองก็ใช้วิธีประนอมหนี้โดยยอมยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ หรือลดในส่วนของดอกเบี้ยชำระลง เพราะธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่ต้องการจะยึดรถ เนื่องจากยึดไปก็มีภาระต้องนำไปขายทอดตลาด ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับหลักประกันที่ยึดมาด้วย
“ตอนนี้แบงก์เองก็ไม่ค่อยอยากยึดรถที่ค้างชำระหนี้มากนัก เพราะยึดมาก็มีภาระต้องนำออกขาย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะคุ้มหรือไม่ หลายแห่งจึงปรับกลยุทธ์โดยการประนอมหนี้ให้กับลูกค้า ยอมให้ผ่อนชำระยาวนานขึ้น หรืออาจลดดอกเบี้ยลงให้บ้าง ซึ่งก็ขึ้นกับกลยุทธ์แต่ละแห่งที่นำมาใช้”นายรณดลกล่าว
สำหรับเอ็นพีแอลของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในไตรมาส 2 ปี 2557 พบว่า มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 2.3% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 2.2% ขณะที่สินเชื่อที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะยอดค้างชำระตั้งแต่ 1 เดือนแต่ไม่เกิน 3 เดือน (เอสเอ็ม) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2557 อยู่ที่ 8.2% จากสิ้นไตรมาสแรกปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 7.7%
นอกจากนี้ นายรณดล ยังกล่าวถึง ความคืบหน้าการลบรายชื่อบุคคลที่มีชื่อค้างชำระหนี้ใน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ “เครดิตบูโร” ออกจากระบบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตาม หลักมีประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว ยังต้องให้เวลาทาง เครดิตบูโร อีก 30 วัน เพื่อให้เขาดึงข้อมูลของคนที่มีประวัติค้างชำระเกินกว่า 8 ปี ออกจากระบบ
นายรณดล เชื่อว่า การปลดรายชื่อบุคคลที่มียอดการค้างชำระหนี้เกินกว่า 8 ปี ออกจากระบบเครดิตบูโร ถือเป็นการให้โอกาสกับบุคคลเหล่านี้ และเชื่อว่าบุคคลที่เคยติดเครดิตบูโรจะมีวินัยในการใช้เงินเป็นพิเศษ เพราะมีประสบการณ์โดยทราบดีว่า หากมีข้อมูลติดอยู่ในเครดิตบูโร จะทำธุรกรรมการเงินเป็นไปอย่างอยากลำบาก ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จึงมีวินัยการเงินที่มากขึ้น
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเช่าซื้อรถยนต์ในปีนี้ชะลอตัวตามตลาดรถยนต์ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากโครงการรถคันแรก และสถานการณ์ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด เนื่องจากยอดขายรถใหม่ยังไม่เพิ่มขึ้นทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมยังคงปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันคุณภาพลูกหนี้ก็ได้ปรับลดลงอีกด้วย ทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น โดยในแต่ละเดือนบริษัทมีรถยึดประมาณ 100 คันที่ต้องเร่งระบายออก ซึ่งก็ยอมรับว่าราคารถตกเร็วกว่าหนี้ทำให้เราขาดทุน ในส่วนของบริษัทก็คาดว่าสินเชื่อจะหดตัวเช่นกัน จึงหันไปเน้นการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นที่มีรายได้ดีกว่า เพื่อรักษากำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย
“ตลาดยังไม่ดีอย่างที่ได้คาดไว้ยังมีสัญญาณที่คุณภาพสินเชื่อยังจะด้อยลงได้อีก การฟื้นตัวในตลาดรถใหม่ก็คงต้องรอปีหน้า ส่วนเช่าซื้อมือสองธนาคารไม่ได้ทำตลาดมากนัก แต่บางคนมองว่าราคารถน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่เท่าที่เห็นจากเต็นท์รถมือ 2 ที่โทรมาเช็คกับวงเงินสินเชื่อกับธนาคารก่อนซื้อรถเข้าก็พบว่า ราคาก็ยังตกต่อ ดังนั้นโจทย์ของเราในปีนี้ไม่ใช่ การเติบโตของธุรกิจแต่เป็นการรักษากำไรให้ได้ตามเป้าหมาย หาผลิตภัณฑ์ที่ผลตอบแทนสูงซึ่งในช่วง 7 เดือน กำไรก็ยังได้ตามเป้า"









