เจ้าสัวไทยรุ่นใหม่ แนะผู้ประกอบการหน้าใหม่ รุกสยายปีกธุรกิจสู่อาเซียน ชี้โอกาสตลาดกว่า 700 ล้านคน
ระบุธุรกิจประสบความสำเร็จในต่างแดนได้ ต้องรู้จักตลาด ความต้องการของผู้บริโภคลึกซึ้งและใช้คุณภาพสินค้าเป็นตัวนำ ก่อนต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ แนะวางแผนธุรกิจ-การเงินให้พร้อม
ที่ผ่านมา "บิ๊กธุรกิจ" เป็นทัพหน้ารุกธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในอาเซียน เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ และเอสเอ็มอี แม้จะอยากรุกตะลุยหาโอกาสโตนอกบ้าน แต่ยังวิตกกับอุปสรรคปัญหา ที่บรรดาเจ้าสัวไทย พร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจต่างแดน เพื่อให้หน้าใหม่เข้าใกล้ความสำเร็จได้เร็วขึ้น
นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา "Follow Your Dreams Thai Entrepreneurs Go Global" หรือ “เจ้าสัวไทย คิดไกลสู่ตลาดโลก" จัดโดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วานนี้ (17 ก.ย.) ว่า มองว่าไทยเป็นประเทศเล็ก จำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องออกไปลงทุนนอกบ้าน โดยหาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค การทำตลาดในต่างประเทศจะต้องรู้ความพอดี ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ใหญ่โต ซึ่งที่ผ่านมาเอ็มเคได้ขยายแบรนด์ต่างๆ ในเครือ ออกสู่ต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย และยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศลาวในอนาคต
ค้นหาคุณภาพสินค้าบนความต่าง
โดยเห็นว่าเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบหรือสินค้าถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยจะต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยที่ผ่านมาเอ็มเคค้นพบว่าผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารพิษ ซึ่งจะต้องนำมาคิดนำมาทำ ถึงจะได้คุณภาพที่แท้จริง
นอกจากนี้จะต้องมีทัศนคติเห็น "ปัญหาคือโอกาส" สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อีกทั้งจะต้องหลงใหลกับความเชื่อของตัวเอง ที่สำคัญจะต้องทำให้ผู้อื่นหลงใหลด้วย นอกจากนี้จะต้องมีความอดทน
ยุคสินค้าไทยต้องสร้างแบรนด์
นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร เซ็นทรัลกรุ๊ป กล่าวว่า ขณะนี้ถือเป็นโอกาสทองในการทำธุรกิจของคนไทย โดยที่ผ่านมาได้ขยายธุรกิจและเข้าซื้อกิจการในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน ซึ่งในมาเลเซียได้เข้าซื้อกิจการบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งมีแบรนด์สินค้าแฟชั่นเป็นของตัวเอง 4 แบรนด์ ภายใต้บริษัทเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป หรือซีเอ็มจี
การเข้าซื้อในครั้งนี้ถือเป็นการขยายธุรกิจในอาเซียน ซึ่งจะทำให้มีเครือข่ายในแต่ละประเทศ โดยจะอาศัยมาเลเซียเป็นสปริงบอร์ดขยายตลาดไปยังอินโดนีเซีย ปัจจุบันยังมีธุรกิจในเวียดนาม มาเลเซีย และจีน ทั้งนี้การเข้าซื้อครั้งใหญ่ที่สุดคือการเข้าซื้อห้าง “ลา รีนาเซนเต” ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าหรูในอิตาลี
นายทศ ยังมองว่า เวียดนามเป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพ เนื่องจากเมืองโฮจิมินห์ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ประกอบกับรายได้ของประชากรสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าไปทำตลาด เมื่อเทียบกับกับในช่วง 20-30 ปีก่อน
นายทศ ยังกล่าวว่า การที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ช่องทางขายที่หลากหลาย รวมถึงแหล่งเงินทุนที่พร้อม จะทำให้เปิดรับคู่ค้าใหม่ๆ ได้มากกว่า
ปัจจุบันมองว่าเป็นยุคของสินค้าไทย โดยผู้ประกอบการหน้าใหม่จะต้องสร้างตราสินค้าเป็นของตนเอง เพราะปัจจุบันบริษัทท็อปของโลกเริ่มหันมาซื้อแบรนด์ในเอเชียมากขึ้น
วางแผนธุรกิจ-แผนการเงิน
ส่วนของปัญหาและอุปสรรคในการทำธุรกิจในต่างประเทศนั้น นายทศ กล่าวว่า การวางแผนธุรกิจถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และจะต้องศึกษาตลาด รู้ว่าลูกค้าเป็นใคร มีความต้องการอย่างไร จะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร ขณะที่การวางแผนทางด้านการเงินถือเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องมีการวางแผนที่ดีจึงจะประสบความสำเร็จ
"ไม่ต้องห่วงเรื่องอุปสรรค เพราะอุปสรรคเกิดขึ้นทุกวันไม่ว่าจะทั้งเล็กหรือใหญ่ แต่อุปสรรคและปัญหาต่างๆ สามารถแก้ไขได้ อุปสรรคจะทำให้เราเกิดการพัฒนาด้านต่างๆ ตลอดเวลา"
แนะโฟกัสตลาดเพื่อนบ้าน
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องดื่มเป็นหนึ่งใน 5 ธุรกิจของครอบครัว และยังเป็นธุรกิจแรกธุรกิจหลักของบริษัท โดยคุณพ่อ (เจริญ สิริวัฒนภักดี) เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุ 13 ปี เริ่มจากการธุรกิจซื้อมาขายไป จนวันนี้ ได้รวบรวมธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจเครื่องดื่มมาไว้ในพอร์ตมากมาย
ในช่วง 8-9 ปี ที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ หรือนอนแอลกอฮอล์ โดยได้ขยายตลาดไปยังกลุ่มอาเซียนซึ่งให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก จากจำนวนประชากรรวมกว่า 600-700 ล้านคน
“การทำธุรกิจจะต้องเริ่มจากความฝัน ความมุ่งมั่น ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ค่อยขยายออกไปสู่อาเซียน รวมไปถึงเซียน +3 และอาเซียน+6 ” นายฐาปน กล่าว
ที่ผ่านมาหลังเข้าซื้อกิจการบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด หรือ เอฟเแอนด์เอ็น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ในเอเชีย ได้อาศัยบริษัทดังกล่าวเป็นสปริงบอร์ดเพื่อรุกตลาดในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไนต่อไป
เคล็ดลับโฆษณาถึงใจขายถึงตัว
“การออกไปทำธุรกิจ บริษัทพร้อมที่จะเรียนรู้และประสบการณ์ต่างๆ จะเห็นได้จากการเข้าซื้อกิจการจาก บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเคล็ดลับสำคัญ คือ “การขายสินค้าต้องโฆษณาให้ถึงใจ และขายให้ถึงตัว” ซึ่งเป็นหนึ่งในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจที่ง่ายและสะท้อนข้อเท็จจริงในการทำธุรกิจ เพื่อก้าวสู้การเป็นเบอร์หนึ่งใจผู้บริโภค” นายฐาปน กล่าว
นายฐาปน ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ต่อยอดจากความมั่นคงจากคนรุ่นพ่อ ด้วยการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและองค์กร ประกอบกับบริษัทอยู่ในตลาดหลักหลักทรัพย์ ทำให้ต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
“การซื้อเอฟแอนด์เอ็มมีความซับซ้อน แต่สามารถบริหารได้ตามความคาดหมาย การเข้าไปซื้อกิจการเพื่อเรียนรู้ทักษะต่างๆ เราไม่ได้เข้าไปกำหนดหรือควบคุม ที่ผ่านมาพบว่าคนมาเลเซียมีความต้องการที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผิดกับคนไทยที่มีความตั้งใจ แต่ยังขาดใจที่พร้อมจะออกไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ”
สร้างแบรนด์สู่ตลาดอินเตอร์
นายวุฒิชัย หาญพานิช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท Harnn Products จำกัด กล่าวว่า ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา โดยมีความชอบที่จะเผชิญกับปัญหาเพราะถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้กับธุรกิจ โดยปัจจุบันได้พัฒนาสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากปัญหาที่พบ
นอกจากแบรนด์ “หาญ” หรือ HARNN ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายน้ำมันหอมระเหย ที่ผ่านมาได้สร้างแบรนด์ต่างๆ ขึ้นมา “วู๊ด” หรือ Vuudh เปิดช็อปแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และพร้อมขยายสาขาไปยังต่างประเทศ ขณะที่แบรดน์ "ทิชา" หรือ Tichaa ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายชา ซึ่งได้เปิดสาขาแรกที่ จ.เชียงใหม่ โดยจะสร้างให้เป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ 3
“เราไม่ได้เก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราเก่งทุกด้าน การพัฒนาต่างๆ จะทำให้ธุรกิจมีการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้า ทำให้สร้างแบรนด์ได้ชัดเจน และมีความโดดเด่นในสายตาผู้คน” นายวุฒิชัย กล่าว
นายจิรยุทธ ชุษณะโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชลล์ฮัท เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ความ เก่ง ความเฮง และโอกาส ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนตัวได้รับโอกาสในการศึกษาต่อประเทศสหรัฐทำให้มีเพื่อนชาวต่างชาติในหลากหลากหลายอาชีพ ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายที่จะสร้างการ์ตูนเชลล์ดอนไปสู่ตลาดโลก
เน้น 3 เอชใช้ธรรมแก้ไขปัญหา
ที่ผ่านมาต้องตัดในสิ่งที่เราเป็นอยู่ มีคติประจำใจอยู่ 3 อย่าง คือ 3 เอช เอชแรก คือ “ฮาร์ด” หรือหัวใจ จะต้องมีความรักในสิ่งที่อยากทำและความมุ่งมั่น เอชที่ 2 คือ “เฮด” หรือสมอง จะต้องทำการวิจัยอยู่ตลอดเวลา เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกเป็นยุคดิจิทัล แต่หลังจากนี้จะเชื่อว่าจะเป็นยุคของไอพี หรือลิขสิทธิ์ทางปัญญา
ส่วนเอสที่ 3 “แฮนด์” หรือมือ จะต้องมีทีมเวิร์คที่เข้มแข็งเพื่อเป็นตัวแทน และเชื่อมั่นและไว้วางใจในทีมงานเพื่อให้เป็นไปในทิศทางของเราที่วางไว้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือธรรมะในใจ จะต้องใช้สติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และอย่าหลงระเริงกับความสำเร็จ จะทำเกิดอีโก้ขึ้นทำที







