วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.ซื้อที่ดินใหม่แก้ปัญหาสัญญาเช่ารฟท.

บอร์ดปตท.อนุมัติซื้อที่ดิน70ไร่ ตั้งสำนักงานเพิ่ม ส่วนปัญหาค่าเช่าที่ดิน รฟท.ของอาคารสำนักงานใหญ่ รออสส.ตัดสิน

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหาร(บอร์ด)ปตท.เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2557 ที่ผ่านมา ได้อนุมัติตามที่ฝ่ายจัดซื้อที่ดินของ ปตท.เสนอให้ซื้อดินสำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ปตท. ในอนาคต แทนสำนักงานใหญ่ ปตท.ปัจจุบันที่ตั้งอยู่ถนนพหลโยธิน เนื่องจากที่ดินปัจจุบันเป็นพื้นที่เช่าระยะยาวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย และปัจจุบันกำลังมีปัญหาเรื่องอัตราค่าเช่า เพราะการรถไฟต้องการปรับขึ้นราคาค่าเช่า ขณะที่ ปตท. จ่ายล่วงหน้าระยะยาวไปตั้งแต่เริ่มทำสัญญาเช่าแล้ว ซึ่งในเรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินของอัยการ

แหล่งข่าวจากบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ดินจำนวนประมาณ 70ไร่ ที่บอร์ด ปตท.อนุมัติอยู่ในช่วงถนนโลคัลโรด วิภาวดีรังสิต ใกล้นอร์ธปาร์ค ซึ่งเป็นที่ดินติดหนี้ธนาคาร เพื่อเตรียมจัดสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่เพิ่มเติม รองรับการขยายงานของปตท. เนื่องจากอาคารสำนักงานใหญ่ เริ่มมีความแออัดไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ และเป็นที่ดินที่เช่าระยะยาวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ไม่ใช่สินทรัพย์ของปตท.

ทั้งนี้ การอนุมัติจัดซื้อที่ดินครั้งนี้ เป็นการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายเนื่องจาก ราคาที่ดินย่านดังกล่าวมีแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากปตท.รอให้ใกล้หมดสัญญาเช่ากับทางรฟท.แล้ว ค่อยคิดหาทางย้ายที่ทำการใหม่ ก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นกว่าตอนนี้มาก ทั้งนี้ ส่วนงานที่ย้ายไปอยู่บริเวณที่ดินแห่งใหม่ จะเป็นงานของสถาบันพัฒนาบุคลากรของปตท. และสถาบันวิทยาการพลังงานหรือวพน. ส่วนงานที่เป็นกิจกรรมหลักจะยังอยู่ที่อาคารสำนักงานใหญ่เดิม

“บอร์ดปตท.เพียงอนุมัติในหลักการให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการจัดหาที่ดินเพื่อเตรียมการรองรับการขยายงานในอนาคต ซึ่งยังไม่ได้กำหนดกรอบวงเงิน โดยทราบเพียงพิกัดว่าเป็นที่ดินที่มีภาระผูกพันอยู่กับธนาคาร ติดถนนโลคัลโรด ซึ่งไม่ไกลจากสำนักงานใหญ่ จึงเห็นว่ามีความเหมาะสม เพราะในอนาคต ที่ดินดังกล่าวก็จะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าสำหรับปตท.ในอนาคต “ แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับปัญหาที่ดินอาคารสำนักงานใหญ่ ที่ทำสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เป็นระยะเวลา 30ปี และต่อสัญญาได้อีก 30ปี นั้น ในสัญญาช่วงแรก30ปีที่หมดอายุไปตั้งแต่ 31มี.ค. 2556 และทางรฟท.มีหนังสือที่จะขอเพิ่มค่าเช่าจำนวน1,792 ล้านบาท โดยให้ปตท.จ่ายครั้งเดียวสำหรับการต่ออายุไปอีก30ปี นั้น เรื่องดังกล่าว อยู่ในการพิจารณาของทางอัยการสูงสุด ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ทั้งนี้สัญญาที่ปตท.ทำไว้กับรฟท. มีการดำเนินการอย่างถูกต้องกับกรมที่ดิน ถือเป็นสัญญาเช่าเสมือนไปการซื้อขาด เนื่องจากได้จ่ายเงินล่วงหน้าก้อนใหญ่ไปให้กับทางรฟท.แล้ว และไม่น่าจะต้องมีการคิดค่าเช่าใดๆอีก แต่เมื่อรฟท.ขอเพิ่มค่าเช่ามา ปตท.ก็พร้อมที่จะจ่ายเงินส่วนนี้ให้ เพียงแต่ยังไม่สามารถตกลงอัตราที่เหมาะสมได้ จึงต้องให้อัยการสูงสุด เป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องนี้