วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กนง.เล็งถกเป้าเงินเฟ้อปีหน้า

“แบงก์ชาติ” เตรียมหารือ กนง. วางกรอบนโยบายการเงินปีหน้า พร้อมยืนยันไม่ห่วง “อีซีบี” ลดดอกเบี้ย

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ ธปท. จะหารือร่วมกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปีหน้า โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยกันในการประชุมครั้งนี้ (17 ก.ย.) หรือไม่ก็ครั้งหน้า (5 พ.ย.)

ส่วนคำถามที่ว่า การหารือในครั้งนี้จะมีการพูดคุยถึงการปรับไปใช้กรอบเงินเฟ้อทั่วไปแทนเงินเฟ้อพื้นฐานหรือไม่ ซึ่ง นายประสาร กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องหารือกับทางคณะกรรมการก่อน

“คงต้องหารือกันในเร็วๆ นี้แล้ว ดีไม่ดีอาจจะเป็นการประชุมครั้งนี้ (17 ก.ย.) เพราะตอนนี้ก็เดือนกันยายนแล้ว ซึ่งกรอบเป้าหมายเราต้องทำให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี” นายประสารกล่าว

ด้าน นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธปท. กล่าวถึงกรณีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ว่า การที่อีซีบีลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 0.05% เป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์นั้น เพราะอีซีบีต้องการดูแลไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด หลังจากพบว่าตัวเลขเงินเฟ้อของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ยังทยอยลดลงต่อเนื่อง

“ตอนที่อีซีบีลดดอกเบี้ยลงเมื่อช่วงเดือนมิ.ย.นั้น เพราะต้องการไม่ให้เงินเฟ้อลดต่ำลงจนเข้าสู่ภาวะเงินฝืด โดยตอนนั้นเงินเฟ้อเขาอยู่ที่0.5% แต่หลังจากที่ดอกเบี้ยลดลง เงินเฟ้อของเขายังคงลดลงต่อเนื่อง โดยมาอยู่ที่ 0.4% ในเดือนก.ค. และ 0.3% ในเดือนส.ค. จึงเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง” นายจิรเทพกล่าว

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา อีซีบี ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 0.05% และปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงอีกเป็นติดลบ 0.2%เพื่อต้องการแก้ปัญหาภาวะเงินฝืด

เขากล่าวด้วยว่า การที่อีซีบีลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เข้มแข็งนัก แม้ว่าการบริโภคโดยรวมเริ่มฟื้นตัวได้ระดับหนึ่ง แต่ภาคการส่งออกของกลุ่มอียูยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ตามหลังจากที่อีซีบีปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ก็ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพการส่งออกโดยรวมด้วย โดยกลุ่มอียูมีสัดส่วนการส่งออกไปยังประเทศอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในกลุ่มเดียวกันอยู่ที่ 75%

“ดอกเบี้ยที่ลดลงสะท้อนว่า เศรษฐกิจอาจจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เข้มแข็งนัก ยังต้องติดตามดูภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่การที่อีซีบีลดดอกเบี้ยลง ก็เหมือนกับการซื้อประกันไม่ให้การคาดการณ์เงินเฟ้อของนักลงทุนลดลงไปมากกว่านี้” นายจิรเทพกล่าว

เขากล่าวด้วยว่า กรณีการลดดอกเบี้ยของอีซีบีเอง โดยภาพรวมธปท.ไม่ได้มีความเป็นห่วงมากนัก และเชื่อว่าแม้กลุ่มอียูจะมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลงแต่คงไม่เกิดประเด็นเรื่องยูโรแครรี่เทรด หรือ การนำเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสกุลเงินยูโรมาลงทุนในประเทศไทยหรือประเทศอื่นที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณดังกล่าว

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ ธปท. เป็นห่วงและติดตามดูสถานการณ์อยู่ในขณะนี้ คือ การฟื้นตัวของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้อาจทำให้เกิดสถานการณ์การเคลื่อนย้ายของเงินทุนได้ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลกระทบที่มีต่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนไทยคงไม่ได้มากนัก และ ธปท. เองก็มีเครื่องมือพร้อมกับสถานการณ์เหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับเครื่องมือที่ว่านี้ ได้แก่ 1.การที่ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว โดยปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ซึ่งธปท.จะเข้ามาดูแลต่อเมื่อการเคลื่อนไหวมีความผันผวนที่มากเกินไปจนอาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม 2.ไทยเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรี และ 3. ที่ผ่านมา ธปท. ได้ติดตามดูภาวะตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดมาตลอด

“ถ้าธนาคารกลางมีการสื่อสารที่ชัดเจน ไม่เซอร์ไพรส์ตลาด เชื่อว่าตลาดก็คงค่อยๆ ปรับตัวได้ ในแง่ของเงินทุนเคลื่อนย้ายก็น่าจะมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเข้ามามากๆ เราก็มีเครื่องไม้เครื่องมือที่คอยดูแล” นายจิรเทพกล่าว

อย่างไรก็ตามปัจจัยที่มีต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น ธปท. ให้น้ำหนักภายในประเทศมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ว่าการธปท. ได้พยายามเน้นใน 2 เรื่อง คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามศักยภาพ และการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

นายจิรเทพ กล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐที่ต้องเร่งการลงทุน เพื่อดึงดูดให้เอกชนลงทุนตาม และทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย ส่วนการยกระดับศักยภาพของไทยนั้น ต้องอาศัยการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อยกขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น