กระทรวงพลังงาน ชี้สร้างโรงแยกก๊าซแห่งที่7ไม่คุ้ม แนะเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเป็นก๊าซคุณภาพดี ที่มีส่วนประกอบของสารไฮโดรคาร์บอน ที่สามารถเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ นั้น ก่อนหน้านี้ทางกระทรวงพลังงานเคยมีโครงการศึกษาที่จะส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เฟสที่ 3 เพื่อที่จะนำก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย เข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติให้ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องพับแผนดังกล่าวเอาไว้
เนื่องจากรัฐบาลยังมีนโยบายที่จะอุดหนุนราคาแอลพีจี ที่ทำให้ ปตท.ไม่มีความสนใจ ที่จะลงทุนสร้างโรงแยกก๊าซแห่งที่ 7 ในขณะกระบวนการตัดสินใจที่ต้องใช้เวลานานพอสมควร ทำให้ปริมาณก๊าซในอ่าวไทย เหลือไม่เพียงพอที่จะเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเฟสใหม่ที่จะเกิดขึ้น
แหล่งข่าว กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเฟสที่ 3 อาจจะถูกนำกลับมาปัดฝุ่นพิจารณาอีกครั้ง หากสามารถบรรลุข้อตกลง ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวอยู่มากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
ในปี 2556 มีการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ได้ประมาณ 3,468 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 75% ของก๊าซที่ใช้ในประเทศทั้งหมด โดยก๊าซที่ผลิตได้ถูกส่งเข้าโรงแยกก๊าซทั้ง 6 แห่งของ ปตท. เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 2,429 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเท่านั้น ส่วนที่เหลือ อีกประมาณ 1,039 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ถูกส่งตรงไปเป็นเชื้อเพลิง ในโรงไฟฟ้า,โรงงานอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง ซึ่งเป็นการเผาทิ้งสารประกอบที่มีมูลค่าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมเข้าไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สำหรับโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรของประเทศ
"ที่ผ่านมาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก่อให้เกิดการลงทุนและการสร้างงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท แต่เราก็ไม่สามารถที่จะนำก๊าซธรรมชาติอีกประมาณครึ่งหนึ่ง มาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะนโยบายในหลายรัฐบาลมีการตรึงราคาแอลพีจีเอาไว้เป็นเวลานาน ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยยังมองว่า ปตท. ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นส่วนใหญ่ มาแย่งใช้แอลพีจี ของประชาชนทั้งประเทศ" แหล่งข่าวกล่าว









