สคร.เตรียมปรับเกณฑ์ประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจ ตั้งเคพีไอหน่วยงานขาดทุนไม่สูงเกินไป หวังสร้างกำลังใจให้พนักงาน
นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.อยู่ระหว่างปรับเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจใหม่รวมถึงการพิจารณาปรับเกณฑ์การประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ (SEPA) ซึ่งคาดว่าจะทำให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2558 เพื่อให้มีผลต่อการพิจารณาในเรื่องโบนัส และเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจในช่วงปี 2559 การปรับเกณฑ์ครั้งใหม่นี้จะมีการพิจารณาเกณฑ์ประเมิน(เคพีไอ) สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนให้ได้รับผลตอบแทน หรือโบนัส หากมีการดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจต่อพนักงานที่จะดำเนินการตามแผนฟื้นฟู จากเดิมนั้นหากเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนจะหมดสิทธิ์ได้รับโบนัส
“คงต้องพิจารณาว่าเกณฑ์การประเมินที่มีอยู่นั้นเหมาะสมหรือไม่ ควรปรับเปลี่ยนอะไรบ้างและให้คะแนนง่ายเกินไปหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐวิสาหกิจที่ไม่เคยมีกำไร โดยไม่ตั้งเป้าที่สูงเกินไป และเป้าต้องมีความเป็นไปได้ ไม่ใช่ตั้งไว้ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้ เช่นหากผลงานดีขึ้น อาจจะมีผลตอบแทนบ้าง แม้จะไม่ได้มากเหมือนรัฐวิสาหกิจอื่นๆ”
อนึ่ง เกณฑ์ประเมินนั้น สคร.ให้น้ำหนักใน 3 ส่วนคือ 1.การดำเนินงานตามนโยบาย 20-30% 2.ผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ 40-50% และ 3. การบริหารจัดการองค์กร 30% โดยจะการให้คะแนน คือหากได้ 5 คะแนนเต็ม สามารถจ่ายโบนัสได้ 11% ของกำไรสุทธิ หรือคิดเป็น 8 เท่าของเงินเดือน หากได้ 4.5 คะแนนจ่ายโบนัสได้ 10.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 7 เท่าของเงินเดือน ได้ 4 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 10% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 6 เท่าของเงินเดือน
ทั้งนี้หากได้ 3.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 9.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5.5 เท่าของเงินเดือน หากได้ 3 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 9% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน หากได้ 2.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 8.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 4.5 เท่าของเงินเดือนได้ 2 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 8% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 4 เท่าของเงินเดือน ได้ 1.5 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 7.5% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือนได้ 1 คะแนน จ่ายโบนัสได้ 7% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 2 เท่าของเงินเดือน
นอกจากนี้ สคร.กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนการจัดกลุ่มรัฐวิสาหกิจ A B C ใหม่ให้เหมาะสม เพราะของเดิมใช้มานานหลายปี บางรัฐวิสาหกิจมีผลการดำเนินการที่ดีขึ้นควรจะได้รับการปรับจากกลุ่ม B หรือ C ให้มาอยู่กลุ่ม A และบางรัฐวิสาหกิจอาจจะต้องตกชั้น เพราะมีผลประกอบการที่แย่ลง
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม และ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเสนอต่อซูเปอร์บอร์ดไม่ทัน ซึ่งครบกำหนดเสนอแผนงานในวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงต้องขอนำส่งแผนงานล่าช้า
โดยในส่วนของรฟท.นั้น ไม่ต้องมีการตรวจสอบสถานะของกิจการ หรือ ดีลดิลิเจ้นท์ แต่ก็ต้องมาดูเรื่องการขาดทุน และหนี้ที่มีอยู่ถึง 1 แสนล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่มาจากการจ่ายบำนาญให้กับพนักงานที่เกษียณอายุกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และต้องมาดูการบริหารทรัพย์สิน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเสนอให้โอนสินทรัพย์มาให้กระทรวงการคลังบริหารแต่ก็ไม่ได้มีการพูดถึงว่าเมื่อโอนไปแล้ว รฟท.จะได้อะไรกลับมา
สำหรับแผนการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) (THAI) นั้น ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด)แล้ว พร้อมกับได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อมาดูแลการฟื้นฟูกิจการด้วย โดยหลังจากนี้ การบินไทยก็ต้องส่งแผนงานดังกล่าวมาให้กระทรวงคมนาคมด้วย






