วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ช.การช่าง'หวังเออีซีดันโตก้าวกระโดด

รัฐบาลใหม่เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ดันราคาหุ้นรับเหมาปรับขึ้นแรง

นายประเสริฐ มริตตนะพร กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังมีรัฐบาลชุดใหม่ว่า การมีรัฐบาลใหม่จะช่วยกระตุ้นงานรับเหมาก่อสร้างให้มีมากขึ้น โดยเฉพาะงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายให้เร่งดำเนินการ ซึ่งจากนี้ไปน่าจะมีการทยอยประมูลโครงการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะเริ่มรู้ผลประมูลและลงนามในสัญญากันในปี 58

ขณะที่ CK คาดว่าจะมีโอกาสได้รับงานใหม่ประมาณ 20-25% ของมูลค่าโครงการที่ภาครัฐเปิดประมูล โดยบริษัทได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและบุคลากรไว้แล้ว

"โครงการที่จะออกมาก่อน น่าจะเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติโดยรวม อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่จะช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดได้ ส่วนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เราเดินหน้าอยู่ก็มีความก้าวหน้าเป็นอย่างดี เช่น งานก่อสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน ก้าวหน้า 57.8% งานก่อสร้างสถานีและทางวิ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว ก้าวหน้า 43.8% รวมถึงงานจัดซื้อระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งจะเริ่มผลิตขบวนรถในประเทศญี่ปุ่นปลายปี 57 และจะส่งมาถึงประเทศไทยในปลายปี 58 เพื่อติดตั้งและทดสอบระบบ ตอนนี้ก็รอการประมูลสายสีอื่นๆ จากรัฐบาลใหม่ ซึ่งเรามองว่ารัฐบาลเดินหน้ามาถูกทางแล้ว" นายประเสริฐระบุ

ดันรายได้โตก้าวกระโดด

กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ. ช.การช่าง กล่าวต่อว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CK และบริษัทในกลุ่ม CK มีโอกาสเติบโตก้าวกระโดด โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตอย่างน้อยปีละ 10-15% จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งไทยยังขาดอยู่อีกมาก และยังมีโอกาสขยายตัวไปได้อีกเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่พม่าและลาวที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานอยู่อีกมากเช่นกัน

"รายได้ของบริษัทจะเติบโตก้าวกระโดดชัดเจนในปี 59 ไปที่ 4 หมื่นล้านบาท จากที่มีรายได้ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี สำหรับงานในอนาคตเน้นการเข้าร่วมลงทุนดำเนินการกับภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นจุดเด่นของบริษัท โดยเฉพาะงานลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐตามแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยของ คสช. ทั้งโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายต่างๆ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการทางด่วนและมอเตอร์เวย์ โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสใหม่ โครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้า โครงการบริหารจัดการน้ำ"

เชื่อบริษัทไทยศักยภาพล้น

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า การเปิดเออีซีจะช่วยให้การเข้าไปลงทุนของบริษัทไทยในประเทศเพื่อนบ้านมีความสะดวกมากขึ้น และมีงานที่รอให้เราเข้าไปขับเคลื่อนจำนวนมาก โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนในลาวและพม่า ซึ่งบริษัทของไทยมีศักยภาพสูง

ขณะเดียวกันบริษัทไม่กังวลว่าการเปิดเออีซีจะทำให้เกิดการชิงเค้กในโครงการรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบริษัทรับเหมาก่อสร้างในไทยมีศักยภาพสูง สามารถเดินหน้าโครงการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แม้บางครั้งอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทต่างชาติเข้ามากำกับบ้าง แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น จะเป็นเพียงการจ้างทำงาน ไม่ได้ไปร่วมทุนกับบริษัทอื่นๆ เหมือนในอดีต

"อย่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-บางแค-บางซื่อ-ท่าพระ ซึ่งเราต้องเจาะอุโมงค์ใต้ดินลอดแม่น้ำเจ้าพระยา เราก็สามารถทำเองได้ โดยต้องขุดลึกลงไปใต้ท้องน้ำประมาณ 10 เมตร ซึ่งอุปสรรคในการขุดคือระดับของทรายใต้ท้องน้ำที่ไม่สม่ำเสมอ บางจุดอาจมีความลึกหรือตื้นต่างกัน ดังนั้นหัวเจาะต้องมีความพร้อมในการทำงาน และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือหากเกิดปัญหาอยู่ตลอดเวลา" นายประเสริฐ ระบุ

กลุ่มรับเหมาพร้อมลุย


นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA กล่าวว่า ผู้บริหารกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีความพร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนโครงการต่างๆ และได้ทำการศึกษารายละเอียดโครงการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลแค่ประกาศเดินหน้าหรือเริ่มการประมูล กลุ่มรับเหมาก็พร้อมทำงานโดยไม่ต้องไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะทุกบริษัทพร้อมและรอที่จะเดินหน้ามานานแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเริ่มเดินหน้าโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนมากที่สุดก่อน เพราะระยะเวลาของรัฐบาลนี้อาจมีไม่มาก

"กลุ่มรับเหมามีความพร้อมมากกว่าครั้งอื่นๆ เพราะรอมานาน ซึ่งรัฐบาลที่เข้ามาใหม่น่าจะมีการตั้ง ครม. (คณะรัฐมนตรี) เสร็จเร็วๆ นี้ และก็น่าจะเริ่มเดินหน้าโครงการลงทุนพื้นฐานของประเทศได้ทันที สิ่งที่อาจจะล่าช้าเล็กน้อย คือรัฐบาลนี้จะเน้นการลงทุนหรือเดินหน้าเฉพาะโครงการที่มีความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก" นายปริญญ์ กล่าว

ศก.ฟื้น-หุ้นรับเหมาแรง

กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าน่าจะเติบโตได้ประมาณ 5% และเป็นแบบวีเชพ (รูปตัว V) เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล ขณะที่ฐานปีนี้ค่อนข้างต่ำ การที่ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประเทศก็จะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเรามีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง แม้ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมาเต็มที่แต่ ก็ดูดีกว่าตอนที่ยังไม่มีการรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ ความชัดเจนของโรดแมพเศรษฐกิจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าไปทางไหน การลงทุนของภาครัฐจะเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะประชาชนกลัวว่าจะเป็นเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาที่ดำเนินการผิดวิธี คือ การทำทุกอย่างแบบทุ่มลงไปครั้งเดียว ลงทุนครั้งใหญ่ทีเดียว ซึ่งมันผิดวิธี การลงทุนควรเลือกโครงการที่สำคัญ แล้วค่อยๆ ทำทีละโครงการ และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้ไปลงทุนเพิ่มเติม

"นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองบวกกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ส่วนมุมมองที่มีต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก็ยังดี แต่นักลงทุนต่างชาติจะตกรถไฟบ่อย เพราะเข้าซื้อไม่ทัน หุ้นกลุ่มรับเหมาเป็นหุ้นที่ควรซื้อสะสมตั้งแต่ตอนยังไม่มีข่าวหรือไม่มีรัฐบาล เพราะหากมีข่าวใดเข้ามา หรือแค่มีการตั้งรัฐบาลใหม่ หุ้นก็จะขึ้นแบบที่นักลงทุนตามไม่ทันแล้ว และก็ตกขบวนกันได้ง่ายๆ โดยส่วนตัวมองว่าหุ้นรับเหมาเป็นหุ้นที่ดี มั่นคง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก" นายปริญญ์ กล่าวทิ้งท้าย