อีลิทลั่น3ปีล้างขาดทุน ลดเป้าปีนี้เหลือ110ใบ เพิ่มสมาชิกปีหน้า 524 หวังทยอยทำกำไร
"อีลิท" มั่นใจยอดขายบัตรไทยแลนด์ อีซี่ แอคเซส ดันผลงานทะลุเป้า หลังบอร์ดไฟเขียวลดยอดขายเหลือ 110 ใบ รับการเมืองผันผวน หวังทยอยทำกำไร-ล้างขาดทุนสะสมใน 3 ปี พร้อมเพิ่มสมาชิกปีหน้าอีก 524 ใบ
นายอภิสิทธิ ชื่นชมภู ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้บริหารและดำเนินโครงการบัตรไทยแลนด์อีลิท กล่าวว่า คาดการณ์ผลการขายบัตรสมาชิกสิ้นสุดปีงบประมาณ 2557 ในเดือน ก.ย.นี้ จะทำรายได้และจำนวนตามที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติล่าสุด วันที่ 29 ก.ค.ให้ปรับลดเป็น 110 ใบ คิดเป็นรายได้ 64.59 ล้านบาท โดยปัจจุบันทำการขาย 107 ใบ ใกล้เคียงจำนวนดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ ยอดขาย 100 ใบ ได้มาจากบัตรไทยแลนด์ อีซี่ แอคเซส (ทีอีเอ) ที่ให้สิทธิด้านวีซ่า 5 ปี พร้อมบริการต้อนรับที่สนามบิน ราคาบัตรละ 5 แสนบาท ส่วนที่เหลือเป็นบัตรลูกค้าบุคคล (Individual) ใบละ 2 ล้านบาท และบัตรประเภทแฟมิลี่ ซึ่งจำหน่ายเสริมให้สมาชิกบัตรหลัก ส่วนอีก 1 เดือนที่เหลือ (ก.ย.) ตั้งเป้ายอดขาย 25 ใบ คิดเป็นรายได้ 11.75 ล้านบาท
สำหรับปี 2558 เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้ เป็นต้นไป ตั้งเป้าหมายยอดขาย 524 ใบ รายได้ 320 ล้านบาท คาดยอดขายหลักยังคงมาจากบัตรทีอีเอ 460 ใบ บัตรลูกค้าบุคคล 42 ใบ บัตรแฟมิลี่ 10 ใบ และบัตรจำหน่ายพ่วงกับอสังหาริมทรัพย์ 12 ใบ จากปัจจุบันยังไม่มีลูกค้าจากบริษัทพันธมิตรที่เซ็นสัญญากันแล้วเข้ามา
พร้อมกันนี้วางแผนระยะสั้น 3 ปี (2557-2559) จะทยอยเพิ่มยอดขาย ภายใต้ "จุดยืน" ต้องการให้องค์กรไม่เป็นภาระและสามารถเลี้ยงตนเองได้ ในปี 2557 คาดมีเงินทุนหมุนเวียน 171.87 ล้านบาท ขาดทุนกระแสเงินสดราว 60 ล้านบาท ส่วนปี 2558 จะได้เงินกลับเข้าระบบ 201.67 ล้านบาท ในปี 2559 เริ่มมีกำไรสะสม 142 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 331.66 ล้านบาท หากบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนเกิน 500 ล้านบาท ยังมีโอกาสต่อยอดลงทุนสร้างรายได้จากทางอื่นอีกด้วย
ส่วนการขาดทุนสะสมทางบัญชีกว่า 1,000 ล้านบาทนับตั้งแต่เปิดดำเนินกิจการ 11 ปี คาดว่าในสิ้นปีงบประมาณ 2557 จะเหลือราว 800 ล้านบาท และทยอยลดลงปีละ 200 ล้านบาท
"หากเป็นไปได้ ก็ต้องการล้างขาดทุนสะสมให้หมดภายในวาระการดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ในปี 2560 ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐด้วย"
บริษัทจำเป็นต้องปรับลดเป้าหมายลงมาก จาก 1,300 ใบ เพราะสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมามีผลกระทบค่อนข้างสูง แต่การที่บริษัทปรับตัวและเสนอทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะการออกบัตรประเภทใหม่ๆ อย่าง ทีอีเอ เพื่อรองรับลูกค้านักธุรกิจที่ต้องการความสะดวกเรื่องวีซ่าเป็นหลักเท่านั้น แม้ว่ารายได้ไม่สูง แต่สามารถเข้ามาเสริมเงินทุนบริหารจัดการรองรับค่าใช้จ่ายประจำ 10-12 ล้านบาทต่อเดือน ในการดูแลสมาชิกรวมกว่า 2,650 ราย
เชื่อว่า ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องให้ภาครัฐรับภาระเพิ่มขึ้น ทั้งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าปิดกิจการ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องเตรียมค่าชดเชยไว้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทแน่นอน
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีปัญหาต้องแก้ไขอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะกฎระเบียบบางอย่างไม่เอื้อต่อการทำตลาด เช่น การกำหนดให้มีค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ลงไปในการขายบัตร และการจ่ายค่าบำรุงสมาชิกรายปี รวมถึงระบบเอเยนต์ที่ยังไม่เข้มแข็งด้วย








