ธงรบ'หน้าใหม่'ฟรีทีวี ไทยรัฐทีวีVSโมโนทีวี

2พี่น้องทายาทรุ่น3ไทยรัฐสู่ฟรีทีวี ฟากโมโนทีวีก็แตกธุรกิจสู่สนามทีวีดิจิทัล ต่างที่มาบนเส้นชัยเดียวกันท็อป5
ก้าวขยับต่างธุรกิจต่างค่าย คลื่นลูกใหม่จากธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ “ไทยรัฐ" และธุรกิจเครือข่ายบรอดแบนด์ ให้บริการอินเทอร์เน็ต และแพลตฟอร์มนิวมิเดีย บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ลงมาแข่งในสังเวียนธุรกิจทีวีดิจิทัล ทายาทธุรกิจทั้งสองค่าย ต่างงัดกลยุทธ์จุดแข็งจากธุรกิจหลักสู่สนามธุรกิจทีวีดิจิทัล สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงสมกับยุคดิจิทัล
แน่นอนนี่คือการแข่งขันฟาดฟันดุเดือดในสมรภูมิฟรีทีวีที่จะเพิ่มจาก 6 ช่องฟรีทีวี มาอีก 24 ช่อง บนงบโฆษณาจำกัดอยู่ที่กว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี
การลงทุนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ของผู้เล่นหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น "บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด" เจ้าของไทยรัฐทีวีที่ทุ่มทุนกว่า 6,000 ล้านบาท (เฉพาะเงินประมูล 3,360 ล้านบาท) ผุดช่อง "ไทยรัฐทีวี" ส่วน บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด (ในเครือจัสมิน) ลงทุนเกือบ 3,000 ล้านบาท (เฉพาะค่าประมูล 2,250 ล้านบาท) ผุดช่อง "โมโนทีวี"
ความสำเร็จของสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ "ไทยรัฐ" นสพ.หัวสีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ครองใจมหาชนมายาวนาน เมื่อลงสนามทีวีดิจิทัล เครือข่ายการเข้าถึงคนหมู่มาก (Mass) บวกชื่อชั้นการเป็นสื่อยักษ์ใหญ่และฐานเงินทุนที่หนาแน่น กลายเป็นขุมกำลังใหญ่ที่พร้อมสู้ศึกทีวีดิจิทัลมหาโหดครั้งนี้
งานนี้กลายเป็นการเปิดตัวของเจเนอเรชั่น 3 ของ 2 พี่น้องตระกูลวัชรพล จูเนียร์-“วัชร วัชรพล" ประธานกรรมการบริหารบริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด และ นิค-“จิตสุภา วัชรพล” เจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และการตลาด บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด
จากเด็กที่เคยวิ่งเล่นในโรงพิมพ์สู่คลื่นลูกใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจทีวี ในยุคนิวมิเดีย
โดยภารกิจของจูเนียร์คือการดูภาพรวมธุรกิจทีวี ส่วนงานการตลาดยกให้เป็นหน้าที่ของ “นิค” สาวมาร์เก็ตติ้งไฟแรงที่เพิ่งจบปริญญาโทมาได้เพียง 2 ปีเศษ
ทายาทไทยรัฐ บอกตรงกันว่า การแข่งขันในธุรกิจทีวีดิจิทัลต้องขับเคี่ยวเข้มข้นกันแบบหายใจรดต้นคอในทุกมิติ ตั้งแต่ดึงคน คอนเทนต์ การตลาด ฯลฯ
หลีกไม่พ้นที่ต้องมีบางรายเจ็บตัว หรือหายหน้าไปจากจอในไม่ช้า..
“ผมว่า 3 ปีแรกเลือดสาดแน่นอน ทำใจไว้แล้วผมว่าต้องมีคนไปก่อน ผมไม่ได้แช่งใครนะอยากให้ทุกคนอยู่รอดด้วยกัน เราจับมือประมูลมาด้วยกัน ก็เข้าใจเห็นอกเห็นใจทุกคน ใช้เงินกันเยอะเหนื่อยกันทุกคน สำหรับผมมั่นใจว่าอยู่รอด แต่เหนื่อยแน่นอน” เขาวิเคราะห์สนามแข่งดุเดือด
จุดแข็งที่จะทำให้ไทยรัฐทีวีอยู่รอดในสมรภูมินี้ อยู่ที่การมีสายป่านยาว โดยไม่จำเป็นต้องนำธุรกิจของตระกูลไประดมทุน เพื่อลดทอนอำนาจบริหาร ที่ไหน
จูเนียร์ บอกด้วยว่า ผลศึกษาทางธุรกิจอย่างต่ำสุดหรือเจ็บตัวมากที่สุดคือ รายได้ต่ำเข้ามาเพียงปีละ 500 ล้านบาท แต่ก็ยังคืนทุนได้ภายใน 7 ปี ถือว่าเอาตัวรอดได้แล้ว
ส่วนเป้าหมายทางธุรกิจ ไทยรัฐทีวี วางอันดับเรทติ้งไว้ที่ท็อป 5 ภายใน 3 ปี ช่วงชิงเม็ดเงินโฆษณาจากเอเยนซี่มาหล่อเลี้ยงองค์กร
“เลือดสาดกันทุกคนอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าจะเลือดสาดได้นานแค่ไหน ดังนั้นตามผลศึกษาคืนทุนใน 7 ปี จึงเป็นการตั้งเป้าหมายขั้นต่ำ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นหนังสือพิมพ์จะค่อยๆ มียอดขายลดลง โดยมีรายได้ของธุรกิจทีวีขึ้นมาเป็นรายได้หลัก แต่สื่อสิ่งพิมพ์จะยังมีชีวิตอยู่ได้อีก 20 ปี” จูเนียร์ ประเมิน
ส่วนนิค จิตสุภา บอกว่า บทบาทเลือดใหม่ทายาทไทยรัฐเข้ามาบริหารธุรกิจทีวี บนการลงแข่งขันอันท้าทายจึงต้องทุ่มเทเวลาและพลังไปกับภารกิจนี้ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า - 5 ทุ่ม โดยเฉพาะช่วงก่อนออกอากาศ
“ผมหงอกขึ้นเลยทำงานได้ 1-2 ปี หลังจากเริ่มงานเรียกว่าไม่มีเวลานัดเพื่อน" เธอเล่า และว่า
ก่อนหน้านี้ไทยรัฐทีวี ได้ถอดสมการคนดู ด้วยการทำรีเสริช จึงตกผลึกเป็นสโลแกน “คิดต่างอย่างเข้าใจ” พร้อมกับการใช้แคมเปญการตลาดโดยการเชื่อมต่อกับสายส่งที่แข็งแกร่งของไทยรัฐในการช่วยโปรโมทไทยรัฐทีวีให้เข้าถึงคนทั่วประเทศ รวมถึงการย่อยข้อมูลการนำเสนอให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย
“มาร์เก็ตติ้งก็คือคอมมอนเซ้นส์ดีๆ นี่เอง เราต้องเดาใจคนไทยบางครั้งแค่บิดความคิดนิดเดียวก็ว้าวแล้ว”
ที่ผ่านมาไทยรัฐยังคว้าสปอนเซอร์ใหญ่ 5 ราย เป็นผู้ร่วมสนับสนุนในรูปแบบ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Founder Sponsor) ประกอบด้วย เอไอเอส,อิซูซุ ,ยูนิลีเวอร์,ธนาคารกรุงเทพและ เทสโก้ โลตัส เมื่อเจ้าของสินค้าและเม็ดเงินโฆษณารายใหญ่เลือกลงกับไทยรัฐทีวี การให้สิทธิประโยชน์ในฐานะบิ๊กสปอนเซอร์ จึงจัดเต็ม !
“ไม่ง่ายที่จะมีใครร่วมเดินไปกับเราตั้งแต่วันแรก เพราะเราเพิ่งตั้งสถานี ดังนั้นใครที่กล้าร่วมเดินไปกับเราตั้งแต่แรกเราจึงเสนอสิทธิประโยชน์เต็มที่"
ขณะที่ "พิชญ์ โพธารามิก" ประธานเจ้าหน้าที่บริการและกรรมการ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โมโน เทคโนโลยี เจ้าของสถานี “โมโนทีวี” มหาเศรษฐีอันดับที่ 33 ของเมืองไทยจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ รุกสู่ธุรกิจทีวีดิจิทัลด้วยเป้าหมายการขึ้นเป็นท็อป 5 ในตลาดนี้
ส่วนช่องว่างทางการตลาดที่ทำให้โมโนฯรุกสู่ธุรกิจสื่อ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จอทีวีไม่ใช่หน้าจอเดียวที่คนเสพสื่อจะทุ่มเทเวลา แต่ยังมีจอมือถือสมาร์ทโฟนเข้ามามีอิทธิพลแย่งเวลาคนดู ตอบสนองการเข้าถึงคนทุกที่ทุกเวลา กลายเป็นจุดแข็งของโมโนในการเบียดแทรกตลาดนี้
เขาคาดว่าปีหน้ายอดคนใช้มือถือสมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 50%
พิชญ์ กล่าวว่า สิ่งท้าทายที่โมโนคิดกลยุทธ์การตลาด คือการนำแพลตฟอร์มที่มีไปผนวกกับจอทีวี ทำให้การเกิดการสื่อสารแบบโต้ตอบ (Interactive) ระหว่างทีวี เจ้าของสินค้า และผู้ชมได้อย่างเรียลไทม์ นั่นเป็นเครื่องมือวัดผลที่สำคัญ ที่ตอบโจทย์นักการตลาด เอเจนซี่ ที่กำลังมองหาช่องทางเทคโนโลยีที่ใช้วัดผลการตอบรับของสินค้า และแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
“โมโน เป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้เพียงผู้เดียวที่มีในเมืองไทย บางรายในฟรีทีวีใช้ระบบของเรา แต่นั่นไม่ใช่เทคโนโลยีล่าสุดเราออกแบบใหม่กว่านั้นที่วัดผลได้ เพราะเอเจนซี่ หรือเจ้าของสินค้าต้องการโฆษณาแล้วขายได้ ดังนั้นเราต้องตอบโจทย์โดยการทำให้แบรนด์กับคนดูมีการตอบโต้ระหว่างกัน" เขาระบุ
ที่สำคัญโมโนยังวางเป้าหมายไปสู่การเป็นสื่อธุรกิจบันเทิงอันดับต้นๆ ส่วนใหญ่จะเน้น ซีรีส์ หนัง เกม กีฬาและวาไรตี้ ด้วยการทำสัญญาระยะยาวกับค่ายหนังต่างประเทศและหนังไทยกว่า 5,000 ชม.หรือ 23 เรื่องต่อสัปดาห์ เช่น เอ็ม พิคเจอร์ พระนครฟิล์ม สหมงคล ฟิล์ม รวมถึง โซนี่ ยูนิเวอร์แซล โมโนยังปั้นนักร้องนักแสดงในสังกัดให้กับช่อง ซึ่งดาราเหล่านี้เมื่อมีชื่อเสียง
จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์กระจายช่องทางการทำตลาดให้กับ "โมโนทีวี"







