‘เฟิร์สโหวต-อีสาน’ชี้ขาดสมการ ‘เสรีนิยมvsอนุรักษ์ฯ’บน‘กระดานอำนาจ’

‘เฟิร์สโหวต-อีสาน’ชี้ขาดสมการ  ‘เสรีนิยมvsอนุรักษ์ฯ’บน‘กระดานอำนาจ’

‘เฟิร์สโหวต-อีสาน’ชี้ขาดสมการ เลือกตั้ง 8 ก.พ. ‘เสรีนิยม-อนุรักษ์ฯ’เดิมพัน‘กระดานอำนาจ’ ผ่า‘3 ขั้ว-3 สูตร’ตั้งรัฐบาล วัดพลัง‘กระแส-กระสุน-สัญญาณ’

KEY

POINTS

  • กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First-time voters) ที่มีจำนวน 3.2-3.4 ล้านคน ถือเป็นตัวแปรสำคัญและเป็นฐานเสียงหลักของขั้วการเมืองฝ่ายเสรีนิยม
  • ภาคอีสานถูกระบุว่าเป็นสนามเลือกตั้งชี้ขาดที่สำคัญที่สุด เนื่องจากมีจำนวน สส. และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด (133 ที่นั่ง, 17.5 ล้านคน) ซึ่งพรรคที่ชนะในภูมิภาคนี้จะมีโอกาสสูงในการจัดตั้งรัฐบาล
  • การเลือกตั้งถูกวางกรอบให้เป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์โดยตรงระหว่างขั้ว "เสรีนิยม" ซึ่งนำโดยพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย กับขั้ว "อนุรักษนิยม" ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ
  • ผลลัพธ์จากคะแนนของกลุ่มผู้โหวตครั้งแรกและชัยชนะในภาคอีสาน อาจเป็นปัจจัยตัดสินสมการบน "กระดานอำนาจ" ว่าขั้วใดระหว่างเสรีนิยมหรืออนุรักษนิยมจะสามารถชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

“ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ที่จะรู้ผลแพ้ชนะกันในวันที่ 8 ก.พ.2569 มีการเปิดเผยผลสำรวจคะแนนนิยม โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ซึ่ีงทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค.2569 

โดยพบว่า บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 24.76 ระบุว่าเป็น“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน  อันดับ 2 ร้อยละ 20.84 ระบุว่าเป็น “อนุทิน ชาญวีรกูล”หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 3 ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 9.64 ระบุว่าเป็น “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

ขณะที่พรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือกสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทยอันดับ 4 ร้อยละ 12.16 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

ความน่าสนใจของผลสำรวจ ทั้งในส่วนของคะแนนนิยม “ตัวบุคคล” และ“พรรคการเมือง” อยู่ที่“กลุ่มพลังเงียบ”ซึ่งยังไม่ตัดตัดสินใจ ว่าจะเลือกบุคคล หรือพรรคการเมืองใด ที่จะมีส่วนสำคัญชี้ขาดสมการการเมืองรอบนี้ 

‘เฟิร์สโหวต-อีสาน’ชี้ขาดสมการ  ‘เสรีนิยมvsอนุรักษ์ฯ’บน‘กระดานอำนาจ’

“First time Voters”-สนามอีสานจุดชี้ขาด

ภายใต้“สูตรการเมือง” ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่าง“กระแส” และ “กระสุน” ในเวลานี้ ที่แม้จะดูเหมือนจะถูกเซ็ตไว้ล่วงหน้า ก่อนวันรู้ผลแพ้ชนะ ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในเกมการเมืองรอบนี้ คือ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่อาจทำให้สูตรการเมืองมีโอกาสผันแปรได้ตลอดเวลา

ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อัปเดตล่าสุด  ณ สิ้นปี 2568 พบว่า การเลือกตั้งรอบนี้ ซึ่งจะมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 53 ล้านคน จำนวนนี้มีความน่าสนใจคือ กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ “First time voters” ที่รอบนี้จะมีจำนวนทั้งสิ้น 3.2-3.4 ล้านคน  คิดเป็นจำนวนสัดส่วนประชากรของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 6% 

หากแยกตามเจเนอเรชั่นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรอบนี้  จะแบ่งเป็น เจน Z  (18-28ปี) 18.5% จำนวน เจน Y (29-44ปี) จำนวน 26% เจน X (45-60ปี) จำนวน 27.7% และเจน B (61-79ปี) จำนวน 25.8%

เฉพาะแค่ “สนามเมืองหลวง” อย่างกทม.ซึ่งจะมีสส.33ที่นั่ง จังหวัดเดียวเป็นสนามที่มีประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด จำนวน 4.5 ล้านคน

 เมื่อเจาะรายภาค พบว่าการเลือกตั้งรอบนี้ ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาดสำคัญจะอยู่ที่ “สนามภาคอีสาน” ซึ่งมีสส.รวม 133 ที่นั่ง จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 17.5 ล้านคน

หากพรรคไหนกำชัยภาคอีสานได้มาก โอกาสชิงเกมจัดตั้งรัฐบาลก็มีโอกาสสูงตามไปด้วย

ขณะที่ภาคกลาง หากรวมที่นั่งสส.กทม.33 ที่นั่ง จะมีที่นั่ง สส.รวมทั้งสิ้น 122 ที่นั่ง ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนทั้งสิ้น 17.1 ล้านคน ภาคเหนือมี สส.37 ที่นั่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 7.2 ล้านคน  ภาคใต้ มีจำนวนสส. 59 ที่นั่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 7.1 ล้านคน ภาคตะวันออก มี สส.29 ที่นั่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3.3 ล้านคน และภาคตะวันตก มี สส.19 ที่นั่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 0.8 ล้านคน

‘เฟิร์สโหวต-อีสาน’ชี้ขาดสมการ  ‘เสรีนิยมvsอนุรักษ์ฯ’บน‘กระดานอำนาจ’

“3 ขั้ว-3 สูตร”บนกระดานอำนาจ

แน่นอนว่าภายใต้ “สมการ 3 ก๊ก” ส้ม แดง น้ำเงิน ในเกมจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ 

“พรรคประชาชน” ที่แปรสภาพจากพรรคก้าวไกลในปี 2566 และพรรคอนาคตใหม่ในปี 2562  ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญ อยู่ที่กลุ่ม“โหวตเตอร์” คนรุ่นใหม่ แน่นอนว่ารอบนี้ “พรรคส้ม” ภายใต้การนำของ “เท้ง”ณัฐพงษ์ ถือเดิมพันสำคัญในการรักษาฐานเสียงโหวตเตอร์กว่า 14 ล้านเสียงในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ภายใต้เป้าหมาย สส.170-250 ที่นั่ง 

“พรรคเพื่อไทย” รอบนี้ชู  “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ จุดท้าทายท่ามกลางสภาวะที่แดงเป็นฝ่ายตั้งรับ อยู่ที่จำนวนที่นั่งสส.ตามเป้าหมาย 150-200  ถือเป็นด่านวัดใจ “หลานชายนายใหญ่” ในสมการการเมืองรอบนี้ ว่าจะ “เข้าเป้า” มากน้อยเพียงใด 

“พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “พรรคกระสุน”  และมีเส้นทางสส.เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากปี 2554 มีสส.33 ที่นั่ง ปี 2562 มีสส.51ที่นั่ง ปี 2566 มีสส.71 ที่นั่ง  

รอบนี้ภูมิใจไทย ซึ่งช่วงที่ผ่านมาโชว์พลังดูดสารพัดบ้านใหญ่ จากเหนือจรดใต้ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 130-140 ที่นั่ง

ภายใต้จุดอ่อนของ“ค่ายสีน้ำเงิน” คือคะแนน “ป็อปปูลาร์โหวต” ที่จะส่งผลไปถึงการคำนวณที่นั่งสส.ปาร์ตี้ลิสต์ จับสัญญาเวลานี้ ว่ากันว่า มีคำสั่งลับไปถึงผู้สมัครสส.ในระบบเขต หากใครสามารถดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มาให้พรรคได้ จะมี “ท็อปอัป” เพิ่มเติมให้ในพื้นที่นั้นอีกด้วย

เมื่อถอดรหัสภายใต้ “3 สูตรจัดตั้งรัฐบาล”  

สูตรแรก “ภูมิใจไทย” 130 เสียง จับมือกับ “เพื่อไทย” 100 เสียง บวกกับ “กล้าธรรม” 40 เสียง และพรรคเล็ก จะเสียงทะลุ 270 เสียงเกินกึ่งในสภาฯ

เหนือไปกว่านั้น สูตรนี้ยังมีแผนสอง หากพรรคกล้าธรรม ซึ่งเปิดดีลล่วงหน้ารวมขั้วกับพรรคภูมิใจไทยพลาดเป้า ก็ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ อีก 30 เสียง เป็นอีกหนึ่งพรรคตัวแปร

จริงอยู่แม้จะมีเงื่อนไขจาก “อภิสิทธิ์” ที่ประกาศชัดไม่จับขั้วพรรคกล้าธรรม แต่อย่าลืมว่าประชาธิปัตย์เอง ก็มีกรณีตัวอย่าง ทั้งในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่ง“กลุ่มอภิสิทธิ์”ที่เคยประกาศจุดยืน ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี  

แต่ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์กลับมีมติร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ พร้อมสนับสนุน“พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า ความเห็นของ “อภิสิทธิ์” เป็นความเห็นส่วนตัวไม่ใช่มติพรรค 

หรือแม้แต่การเลือกตั้งปี 2566 ที่ช่วงแรกพรรคประชาธิปัตย์ ตกขบวนร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่หลังการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จภายในค่ายพระแม่ธรณี ของกลุ่ม “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตหัวหน้าพรรค นำมาสู่การลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของ“อภิสิทธิ์” ในฐานะแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเวลานั้น เวลาต่อมาประชาธิปัตย์มีมติร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในท้ายที่สุด

สูตรสอง สูตรจับ“น้ำเงิน - ส้ม” ประกอบด้วย “ประชาชน” 150 เสียง “ภูมิใจไทย” 130 เสียง มีโอกาสได้ 280 เสียง บวก “ประชาธิปัตย์” ในฐานะพรรคตัวแปร 30 เสียง ทำให้ขั้วรัฐบาลมี 310 เสียง 

และ สูตรสาม การผนึก “ขั้วเสรีนิยม” ประกอบด้วย “ประชาชน” 150 เสียง “เพื่อไทย” 100 เสียง บวกรวมกับ “ประชาชาติ” 8-10 เสียง สูตรนี้จะทำให้ขั้วรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ 260 เสียง

 ปะทะเชิงอุดมการณ์“เสรีนิยม-อนุรักษ์ฯ”

ไม่ว่าจะเป็นการเดินเกมของ“ผู้มากบารมีสีน้ำเงิน” ที่เวลานี้กำลังสถาปนาขั้วตัวเองเป็นหัวขบวน“อนุรักษนิยม” เพื่อชิงเกมจัดตั้งรัฐบาล ผ่านสูตรจับขั้วที่ดูเหมือนจะมีการเช็ตมาล่วงหน้า ภายใต้ภายใต้ดีลลับที่ดูเหมือนจะไม่ลับ 

ไม่ต่างจากชะตากรรมของ “นายใหญ่ค่ายแดง” ที่กำลังเผชิญวิบากกรรมในคดีความที่ค้างคาอยู่ในองค์กรต่างๆ ภายใต้องคาพยพที่ฝ่าย "ผู้มีอำนาจ" ถืออยู่ในมือ เวลานี้้จึงมีการให้น้ำหนักไปที่ “สูตรแรก”มากที่สุด 

 มีการประเมินในแวดวงการเมือง รวมถึงแวดวงวิชาการว่า เลือกตั้ง 2569 จะเป็นการปะทะเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “เสรีนิยมใหม่” กับ “อนุรักษนิยม” อย่างชัดเจน  

เป็นเช่นนี้ต้องจับตา นับถอยหลัง 1 เดือน ก่อนจะรู้ผลในวันที่ 8 ก.พ. ถึงเวลานั้นจะได้รู้กันว่า ฝ่ายไหนจะชิงปิดเกมบน “กระดานอำนาจ”ได้ก่อนกัน!