วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อารีพงศ์'สั่งปตท.ชะลอแยกท่อก๊าซ

"อารีพงศ์" สั่งปตท.ชะลอแยกท่อก๊าซรอความชัดเจนข้อกฎหมายอีกครั้ง ขอกฤษฎีกาถกสตง.หาข้อยุติให้ตรงกัน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การแยกธุรกิจท่อก๊าซออกจากปตท.เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ส.ค.นั้น ตนได้สั่งให้ปตท.ชะลอดำเนินการเอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของข้อกฎหมาย ว่าปตท.ได้มีการคืนท่อก๊าซครบถ้วน ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด แล้วหรือไม่

หลังจากที่ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือถึงทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท้วงติงว่ายังไม่มั่นใจว่า การส่งคืนท่อก๊าซของปตท.นั้นครบถ้วนตามกฎหมาย โดยเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายของรัฐ และอยู่ในคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษา จะได้หารือทำความเข้าใจกับทาง สตง.เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว จะมีการเดินหน้าแยกท่อส่งก๊าซตามมติ กพช.ต่อไป

"เข้าใจว่าภาคประชาชนมีความเป็นห่วงการแยกท่อส่งก๊าซ เป็นการจัดตั้งบริษัทให้เป็นเอกชน ที่จะทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์ แต่กลับเป็นเรื่องเดิมที่เคยมีการถกเถียงกันมาแล้วก่อนหน้านี้ ว่าปตท.คืนส่งคืนท่อส่งก๊าซครบหรือไม่ จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันอีกครั้ง แต่การดำเนินการเรื่องของการเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาใช้ท่อร่วมกับปตท. นั้นทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังคงเดินหน้าไปตามแผน" นายอารีพงศ์ กล่าว

การแยกท่อส่งก๊าซ ออกจากปตท. เพื่อตั้งเป็นบริษัทใหม่ นั้นเป็นการทำให้เกิดความโปร่งใส รัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบและกำกับดูแลได้ดียิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขัน ในที่สุดแล้วประชาชนผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ โดยประเด็นที่เครือข่ายประชาชนมีการหยิบยกเรื่องของประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะในทะเล เป็นข้อมูลเก่า ที่ได้มีการพิจารณาครอบคลุมถึงเรื่องนี้แล้วว่าไม่เกี่ยวกับการวางท่อก๊าซในทะเลของปตท.

ในส่วนประเด็นที่ได้มีการหารือกับอธิบดีกรมธนารักษ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีความเห็นที่ตรงกันว่าควรจะทำให้หน่วยงานรัฐมีความเข้าใจที่ตรงกันในประเด็นทางกฎหมายก่อนที่จะเดินหน้านี้เรื่องนี้

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ กรมธนารักษ์ได้ออกมาชี้แจงยืนยัน ถึงการพิจารณาแยกทรัพย์สินท่อก๊าซของปตท.ว่า เป็นไปอย่างถูกต้องและทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมที่ดิน ซึ่งร่วมอยู่ในคณะกรรมการดำเนินการ ก็ให้ความเห็นชอบ

ทรัพย์สินที่กรมธนารักษ์ได้คืน มาจากปตท.ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ปตท.ใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ประกอบด้วย .ที่ดินที่เวนคืน จำนวน 106 แปลงมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท, สิทธิการใช้ที่ดินของเอกชน มูลค่าประมาณ 1,124 ล้านบาท ,ท่อและอุปกรณ์ที่ประกอบกันเป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ มูลค่าประมาณ 14,008 ล้านบาท และท่อส่งก๊าซย่อยอีก รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 15,500 ล้านบาท

ส่วนท่อส่งก๊าซในทะเลนั้น ทางคณะกรรมการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน เห็นว่า เป็นทรัพย์สินที่ปตท.ไม่ได้ใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ในการเวนคืนสิทธิเหนือพื้นดิน โดยเป็นการวางท่อกับพื้นใต้ทะเล ไม่ได้ฝังลงไป อันจะทำให้ท่อนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นส่วนควบกับที่ดิน ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ซึ่งมีคำสั่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว