มูลค่างานที่รอรับรู้รายได้ ณ สิ้นปี 2557 ยังคงแข็งแกร่งที่ 1 พันล้านบาท
ประเด็นการลงทุน
หลังจากพูดคุยทางโทรศัพท์กับ SAMART เรายังคงยืนยันคำแนะนำ ซื้อ สำหรับหุ้น OTO เนื่องจากแนวโน้มของการเติบโตของกำไรสุทธิที่ยังคงแข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังจนถึงปี 2558 โดยมีปัจจัยหนุนจากมูลค่าของงานที่เซ็นสัญญาใหม่ 250 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังและมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ ณ สิ้นปี 2557 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 1 พันล้านบาท รวมถึงราคาหุ้น ณ ปัจจุบันที่ยังคงถูก นอกจากนี้อัพไซด์ยังมาจากรายได้บริการคอนแท็กซ์เซ็นเตอร์ (ธุรกิจรับจ้างให้บริการศูนย์บริการข้อมูล) ที่จะเพิ่มขึ้นจากการขายกล่องดิจิตัลทีวีให้กับสามารถ เอ็นจิเนียริ่ง (SE) โดยผ่านคอนแท็กซ์เซ็นเตอร์ของ OTO ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนก.ย.เป็นต้นไป (โดยสัดส่วน 10% ของยอดขายกล่องทีวีดิจิตัลของสามารถเอ็นจิเนียริ่งจะขายผ่าน OTO) รวมถึงการขยายธุรกิจคอนแท็กซ์เซ็นเตอร์ไปยังตลาดในภูมิภาคซึ่งได้แก่ กัมพูชา ลาว สหภาพเมียนมาร์ และเวียดนาม ราคาเป้าหมายใหม่ของเรา ณ สิ้นปี 2558 โดยอ้างอิงวิธี PEG อยู่ที่ 8.80 บาท (ซึ่งเปลี่ยนจากราคาเป้าหมายเดิม ณ สิ้นปี 2557)
สรุปผลประกอบการไตรมาส 2/57—เป็นไปตามคาด
OTO รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส 2/57 ที่ 23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YoY แต่ลดลง 10% QoQ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามคาด การปรับเพิ่มขึ้น YoY ได้รับปัจจัยหนุนจากรายได้ธุรกิจพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ (turnkey total solutions) ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด รายได้ธุรกิจรับจ้างให้บริการศูนย์บริการข้อมูล (outsourced contact center services) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงมาร์จิ้นของธุรกิจพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จที่เพิ่มสูงขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รายได้รวมเพิ่มขึ้น 22% YoY ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากรายได้ธุรกิจพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดมากถึง 264% YoY และรายได้ธุรกิจรับจ้างให้บริการศูนย์บริการข้อมูลที่เพิ่มขึ้น 4% YoY โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จมาจากลูกค้า 2 รายได้แก่ ได้แก่ ธ.ก.ส. (มูลค่าสัญญา 65 ล้านบาท; 17 ล้านบาทบันทึกเป็นรายได้ในไตรมาส 2/57) และทีโอที (มูลค่าสัญญา 10.3 ล้านบาท; 9.8 ล้านบาทในไตรมาส 2/57) อัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 21% (จาก 16% ในไตรมาส 2/56)
การเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจรับจ้างให้บริการศูนย์บริการข้อมูลมาจากลูกค้ารายหลัก 3 รายได้แก่ สำนักงานประกันสังคม (มูลค่าสัญญา 551 ล้านบาท; 28 ล้านบาทบันทึกเป็นรายได้ในไตรมาส 2/57) ไทยแอร์เอเชีย (มูลค่าสัญญา 337 ล้านบาท; 14 ล้านบาทในไตรมาส 2/57) และบางกอกแอร์เวย์ (มูลค่าสัญญา 133 ล้านบาท; 11 ล้านบาทในไตรมาส 2/57)
OTO ได้ทำการเซ็นสัญญางานใหม่มูลค่า 613 ล้านบาทในไตรมาส 2/57 ได้แก่ สำนักงานประกันสังคม (511 ล้านบาท) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (19 ล้านบาท) บางกอกแอร์เวย์ (10 ล้านบาท), Aegon (63 ล้านบาท) และพฤกษา (11 ล้านบาท) โดยมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (backlog) ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2557 อยู่ที่ 1.33 พันล้านบาท
คาดมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ ณ สิ้นปี 2557 อยู่ที่ 1 พันล้านบาท
บริษัทคาดว่าจะเซ็นสัญญางานใหม่มูลค่ารวมกันทั้งสิ้น 341 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งได้แก่ ทีโอที (เป็นงานพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จมูลค่า 180 ล้านบาท) กรมสรรพากร (เป็นงานพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จมูลค่า 40 ล้านบาท) สายการบินในประเทศอีก 1 ราย (เป็นงานรับจ้างให้บริการศูนย์บริการข้อมูลมูลค่า 24 ล้านบาท) ผู้ประกอบการโทรคมนาคมในประเทศกัมพูชา (เป็นงานพัฒนาและติดตั้งระบบศูนย์บริการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จมูลค่า 29 ล้านบาท) และอื่นๆ (มูลค่ารวม 68 ล้านบาท) เราประมาณการมูลค่าของสัญญาใหม่ซึ่งจะเซ็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อย่างอนุรักษ์นิยมที่ 250 ล้านบาท โดยใช้สมมติฐานว่าการเซ็นสัญญากับหน่วยงานภาครัฐอาจมีความล่าช้าเนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบจากคสช. เราใช้สมมติฐานว่าการเซ็นสัญญาใหม่กับทีโอทีจะอยู่แค่เพียงมูลค่า 100 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง เราประเมินว่ามูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (backlog) ณ สิ้นปี 2557 ยังคงแข็งแกร่งที่ 1 พันล้านบาท
กำไรไตรมาส 3/57 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด YoY
เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/57 ที่ 30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% YoY และ 33% QoQ และคาดรายได้รวมไตรมาส 3/57 ที่ 228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% YoY และ 21% QoQ โดยมีปัจจัยหนุนจากการรับรู้รายได้ของสัญญาปัจจุบันที่มีอยู่ (จำนวน 180 ล้านบาท) และการรับรู้รายได้จากงานสัญญาใหม่ที่เซ็นในไตรมาส 3/57 (จำนวน 48 ล้านบาท) โดยรายได้ในไตรมาส 3/57 ที่มาจากสัญญาหลัก ณ ปัจจุบัน ได้แก่ สำนักงานประกันสังคม (43 ล้านบาท) ไทยแอร์เอเชีย (15 ล้านบาท) บางกอกแอร์เวย์ (11 ล้านบาท) และธ.ก.ส. (10 ล้านบาท) ในขณะที่รายได้จากสัญญาที่เซ็นใหม่ในไตรมาส 3/57 ได้แก่ ทีโอที (21 ล้านบาท) กรมสรรพากร (16 ล้านบาท) และอื่นๆ (11 ล้านบาท)









