กนพ. เร่งสรุปสิทธิประโยชน์ภาคเอกชนลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบาย คสช. ภายในเดือน ส.ค.นี้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพิเศษว่า ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน กำลังหารือรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่จะให้แก่ภาคเอกชนเพื่อจูงใจให้เข้าไปลงทุนและประกอบธุรกิจในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
ทั้งนี้ ตามนโยบาย คสช. ก่อนหน้านี้ได้อนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.คลองใหญ่ จ.ตราด, อ.เมือง จ.มุกดาหาร และ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยคณะกรรมการฯจะเร่งสรุปสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะให้แก่ภาคเอกชนเพื่อดึงดูดการลงทุนให้เสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ก่อนเสนอที่ประชุมฯพิจารณา
นายอาคม กล่าวว่า เบื้องต้นสิทธิพิเศษที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะให้สิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ให้สิทธิประโยชน์ในระดับสูง หรือที่เรียกว่า “บีโอไอ เขต 3 พลัส”
อย่างไรก็ตามสิทธิประโยชน์ที่เอกชนจะได้จากการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะยังต่ำกว่าสิทธิประโยชน์ที่ให้ภาคเอกชนที่ลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคณะกรรมการฯจะไปดูหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมทั้งการเพิ่มมาตรการและช่องทางส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ รวมทั้งการจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้ภาคเอกชนที่จะลงทุนเพื่อผลักดันให้ลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
“การให้สิทธิประโยชน์แก่เอกชนลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากการให้ตามพื้นที่ยังให้ตามประเภทกิจการซึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะส่งเสริมอุตสาหกรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ซับซ้อนไปจนถึงอุตสาหกรรมที่ง่ายที่สุด” นายอาคม กล่าว
นอกจากนี้ จะส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากสินค้าเกษตรบางอย่างที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ข้าวโพด ถั่ว ที่ผ่านมาจะขออนุญาตนำเข้าปีต่อปีตามความต้องการ แต่มีปัญหาเรื่องการลักลอบนำสินค้านำเข้ามามากเกินกว่าโควตาจนกระทบกับราคาสินค้าเกษตรในประเทศ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวถึงการผลักดันพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษของภาครัฐว่านอกจากการส่งเสริมเรื่องของภาคอุตสาหกรรมแล้วจะต้องส่งเสริมการลงทุนอื่นๆ ได้แก่ การค้า ธุรกิจสุขภาพ และการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและใกล้เคียง เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนั้นภาครัฐควรมองถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีทักษะการค้าข้ามแดน หรือ “เทรดเดอร์” มากขึ้น
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากจะจูงใจให้เอกชนไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษควรให้สิทธิประโยชน์สูงสุดที่บีโอไอให้อยู่คือเขต 3 บวก เพราะภาคเอกชนจะมีต้นทุนด้านการขนส่งเพิ่มขึ้นพอสมควร และต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และด่านชายแดนต่างๆ เช่น ด่านสะเดาที่ปัจจุบันแออัดมากก็ต้องขยายด่านให้ใหญ่ขึ้น
“ต้องให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจให้เกิดการออกไปลงทุนในพื้นที่ต่างๆ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะยังคงกระจุกตัวอยู่ใกล้กรุงเทพฯ หรือพื้นที่ที่การขนส่งสะดวกเท่านั้น เพราะการจะส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้เรื่องของสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามนโยบายรัฐ” นายสุพันธุ์ กล่าว









