ซีพีเอ็น เลื่อนเปิดห้างมาเลเซีย เป็นไตรมาส 2 ปี 2560 เหตุต้องการศึกษาตลาดเพิ่มเติม เชื่อการแข่งขันไม่รุนแรง
น.ส.นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน บัญชี และบริหารความเสี่ยง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือ cpn เปิดเผยว่า บริษัทได้เลื่อนแผนการเปิดห้างสรรพสินค้าในประเทศมาเลเซียออกไป จากเดิมที่จะเปิดให้บริการ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 เป็น ไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 เนื่องจากบริษัทต้องการศึกษาตลาดให้รอบคอบขึ้น
"สาเหตุที่เราต้องเลื่อนกำหนดการเปิดห้างสรรพสินค้าในมาเลเซียออกไป เพราะเราต้องการศึกษาตลาดให้รอบคอบ ทั้งการจับจ่ายใช้สอย และวัฒนธรรม ซึ่งห้างดังกล่าวเป็นสาขาแรกของบริษัทในมาเลเซีย แต่เราประเมินว่าการแข่งขันในมาเลเซียไม่น่าจะรุนแรงมากนัก"
เขากล่าวว่า โดยหลังจากการเปิดห้างสรรพสินค้าในมาเลเซียแล้ว บริษัทยังมีความสนใจขยายสาขาในตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง สนใจเข้าลงทุนทั้งในเวียดนาม และ อินโดนีเซีย เนื่องจากตลาดมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย โดยการขยายสาขาในต่างประเทศจะเน้นการทำตลาดในลักษณะการร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่น ส่วนการขยายสาขาในประเทศจีนนั้น มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากการศึกษาพบว่าผลตอบแทนต่ำกว่าที่ประเมินไว้ อีกทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนยังสูง
ส่วนการเปิดสาขาใหม่ในประเทศยังมีแผนต่อเนื่อง โดยในปีหน้าจะขยาย 3 สาขา และปี 2558 จะขยาย 3-4 สาขา ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายจะเพิ่มพื้นที่เช่าให้อยู่ที่ 1.6 ล้านตารางเมตร ในปี 2560 ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 1.5-1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งที่มาของแหล่งเงินทุน มาจาก 3 ช่องทางหลัก คือ 1. จากผลการดำเนินงานของบริษัท 2. การขายทรัพย์สิน 3. การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) อยู่ในระดับต่ำ เพียง 0.37 เท่า โดยบริษัทมีนโยบายควบคุมระดับดี/อีไม่ให้เกิน 1 เท่า
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนออกหุ้นกู้อายุ 5 ปี ในวงเงิน 1.5-2 พันล้านบาทในปีนี้ เพื่อใช้ในการลงทุนอีกด้วย ส่วนการขายทรัพย์สินเข้ากองทุน ในครึ่งปีหลังจะยังไม่มีการขายทรัพย์สินเพิ่มเติม ส่วนในอนาคตหากจะมีการขายทรัพย์สินนั้นน่าจะขายในส่วนของโรงแรม ซึ่งบริษัทจะพิจารณาใน 2 ส่วนคือการแปลงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่เดิมให้เป็น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์หรือรีท หรือจะใช้วิธีการตั้งกองรีทใหม่
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้นั้น บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ 15% โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17% แม้จะได้รับผลกระทบจากการปิดห้างสรรพสินค้าที่เร็วกว่าปกติจากมาตรการเคอร์ฟิว ผลจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรบริษัทให้ปรับเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยปัจจุบันบริษัทมีห้างสรรพสินค้าทั้งสิ้น 25 แห่ง สำนักงานให้เช่า 7 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และที่อยู่อาศัยให้เช่า 2 แห่ง โดยพื้นที่ให้เช่าในส่วนห้างสรรพสินค้าในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 97% พื้นที่ให้เช่าออฟฟิศมีอัตราการเช่าพื้นที่ 94% พื้นที่พักอาศัย 63% โรงแรม 74% ด้านสัดส่วนรายได้จากพื้นที่ให้เช่าห้างสรรพสินค้า 89% พื้นที่เช่าออฟฟิศ 2% โรงแรม 4% พื้นที่บริการอาหาร 4% ค่ารับจ้างบริหาร 2% และอื่นๆ 6% ทั้งนี้บริษัทได้เปิดห้างสรรพสินค้า 1 แห่ง ย่านศาลายา ได้รับผลตอบรับที่ดี โดยมีอัตราพื้นที่เช่าไปแล้ว 87% สูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้









