เร็วเกินไปที่จะเข้าซื้อในประเด็นการปรับโครงสร้างธุรกิจ
ประเด็นการลงทุน
ประเด็นหลักจากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ยังคงยืนมุมมองอย่างระมัดระวังของเราต่อการลงทุนใน THAI แนวโน้มผลประกอบการปี 2557 ที่คาดยังคงอ่อนแอ ส่งผลให้ราคาหุ้นไม่มีปัจจัยสนับสนุน เร็วๆนี้ และเรายังมองว่าแผนการดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น หุ้นในปัจจุบันซื้อขายด้วย PEV ณ สิ้นปี 2557 ที่ 0.9เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 0.8เท่า อยู่ 0.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แต่ยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
ผลประกอบการหลักไตรมาส 3/57 คาดปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงขาดทุน
บรรยากาศทางการเมืองที่ปรับตัวดีขึ้นกอปรกับโครงการต่างๆจากหน่วยงานรัฐที่เข้ามาจะกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและจำนวนผู้โดยสารของ THAI ให้ปรับตัวสูงขึ้น QoQ ในไตรมาส 3/57 พร้อมกันนี้ยังมีสัญญาณการเริ่มฟื้นตัวในเดือนก.ค. หนุนโดยอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารขยายตัวเป็น 70.2% จาก 63.5% ในไตรมาส 2/57 นอกจากนี้ จำนวนผู้โดยสารของ THAI ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนส.ค. โดยยอดจอง ณ วันที่ 14 ส.ค. เป็น 72.5% ส่วนรายได้จากผู้โดยสารต่อหน่วยคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น YoY ในไตรมาส 3/57 เนื่องจากโปรโมชั่นราคาตั๋วมีแนวโน้มไม่น่าสนใจเท่าในไตรมาส 3/56 ดังนั้นเราคาดผลประกอบการหลักไตรมาส 3/57 ของ THAI จะปรับตัวสูงขึ้น QoQ และ YoY แต่จะยังคงขาดุน
มีแผนการปรับโครงสร้างทางธุรกิจแล้ว แต่การปฏิบัติตามแผนให้สำเร็จยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง
บริษัทจะยื่นแผนการปรับโครงสร้างทางธุรกิจให้กับซุปเปอร์บอร์ดที่ควบคุมรัฐวิสากิจพิจารณาในวันที่ 23 ส.ค.นี้ โดยแผนการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ ครอบคลุมทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่ 1) การเงิน, 2) การดำเนินงาน, 3) การบริหารจัดการองค์กร และ 4) บุคลากร ซึ่งแผนบางส่วนจะมีผลทันที (ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557), บางส่วนในระยะกลาง (2557-2558) และบางส่วนในระยะยาว (2557-2562) โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 THAI มีแผนสร้างรายได้เพิ่มจำนวน 3 พันล้านบาท จากการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบิน, ออกโปรโมชั่น และขยายธุรกิจคาร์โก้ พร้อมกันนี้บริษัทยังวางแผนลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ลง 4 พันล้านบาท โดยการลดเที่ยวบินที่ขาดทุน, ลดการใช้น้ำมัน และลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ
ถึงแม้ว่าเราจะมีมุมมมองเชิงบวกต่อแผนการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ แต่เราก็ยังคงความกังวลต่อความเสี่ยงในเรื่องการปฏิบัติตามแผนให้สำเร็จ เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดในองค์กรขนาดใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
ประเด็นความกังวลต่อการเพิ่มทุนในระยะสั้นลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงในระยะยาว
ในปี 2556-2557 THAI มีการซื้อเครื่องบินจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีเหตุไม่สงบทางการเมืองและเศรษฐกิจชะลอตัวจึงส่งผลกระทบต่อรายได้
พร้อมกันนี้กระแสเงินสดของบริษัทก็ปรับตัวลดลง กอปรกับสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อสัดส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวสูงขึ้นแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 4.0 เท่า ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2557 สูงขึ้นจาก 2.7 เท่า ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2556 ส่วนแผนเร่งด่วนของบริษัทในขณะนี้ได้แก่ การกู้ยืมเงินจากกระทรวงการคลัง (จำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท) และจากธนาคารพาณิชย์ (จำนวน 1 หมื่นล้านบาท) รวมเป็นเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งแผนเร่งด่วนนี้ส่งผลให้ความกังวลของเราต่อความเสี่ยงที่จะเพิ่มทุนในระยะสั้นลดลง แต่ผู้บริหารยังไม่ตัดแผนการเพิ่มทุนออกจากแผนการในอนาคต









