"ซีพีเอฟ" เปิดแผนลงทุน 5 ปีใช้งบ 7 หมื่นล้าน ดันรายได้เป็น 8 แสนล้านบาท เล็งปักธงสหรัฐ-ขยายธุรกิจในรัสเซีย
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ให้สัมภาษณ์ " กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้าว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นการซื้อกิจการเพื่อขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารในต่างประเทศ จากปัจจุบันที่บริษัทมีฐานธุรกิจแล้ว 13 ประเทศ และมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปกว่า 40 ประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการอยู่หลายแห่ง ประเทศที่สนใจคือประเทศสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในครึ่งปีแรกของปี 2558
" แม้รัสเซียจะมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศกับสหรัฐ และยุโรป แต่บริษัทก็ไม่ได้กังวล เพราะเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงจนถึงขั้นเกิดสงคราม เพราะทางยุโรปเองไม่ต้องการให้เกิดสงคราม ส่วนรัสเซียก็ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ หากทำสงครามแล้วเกิดความเสียหายทั้ง 2 ข้าง เชื่อว่าคงไม่มีใครยอมให้เกิด นอกจากนี้การลงทุนในธุรกิจอาหารถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในกิจการประเภทอื่น"
เขากล่าวต่อว่า รัสเซียเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะมีการบริโภคเนื้อสัตว์สูง โดยเฉพาะเนื้อหมู แต่ละปีมีการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวน นอกจากนี้หลังมีปัญหาความขัดแย้งกับทางสหรัฐและยุโรป รัสเซียได้ยกเลิกการนำเข้าจากทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้ราคาเนื้อสัตว์ในประเทศปรับสูงขึ้น ขณะที่กิจการอาหารในรัสเซียราคาไม่สูง มีราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) 4-5 เท่า และเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ ก็อาจจะทำให้ราคาถูกลง
นอกจากนี้ซีพีเอฟยังสนใจการลงทุนในแถบทวีปแอฟริกา เพราะถือเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรกว่า 1 พันล้านคน ส่วนใหญ่เป็นประเทศด้อยพัฒนา และกำลังพัฒนา จึงมีโอกาสในการเติบโตสูง แม้ว่ากำลังซื้อเฉลี่ยจะต่ำ แต่หากบริษัทเข้าไปตั้งโรงงานผลิต ก็สามารถผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ แล้วขายในราคาที่ไม่สูงในประเทศนั้นๆ ได้
"เรามองแอฟริกาเป็นตลาด ขณะที่มองสหรัฐและยุโรปเป็นโอกาสที่จะเข้าไปตั้งโรงงาน โดยในสหรัฐฯ เราไม่ได้มองว่าจะต้องไปผลิตแข่งกับรายใหญ่ในตลาด แต่จะเน้นเจาะตลาดเฉพาะ (นีช มาร์เก็ต) ผลิตอาหารเอเชียสำเร็จรูป เช่นอาหารไทย และอาหารจีน ส่งขายในสหรัฐและส่งออกไปในแถบยุโรป ซึ่งมีความต้องการอาหารเอเชียจำนวนมาก"
สำหรับงบลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งไว้ที่ 7 หมื่นล้านบาท รวมการลงทุนธุรกิจในจีนและเวียดนาม เงินทุนมาจากหลายส่วน ทั้งจากการดำเนินธุรกิจและเงินกู้ จะมีการพิจารณาที่มาของแหล่งเงินทุนปีต่อปี โดยขยายการลงทุนในต่างประเทศจะมีส่วนในการสร้างให้รายได้ของบริษัทมีการเติบโตได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10-15% ต่อปี หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากปีนี้คาดว่ารายได้รวมของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 7-8 แสนล้านบาท และสัดส่วนรายได้จากกิจการต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ของรายได้รวม จากปัจจุบันรายได้จากกิจการในต่างประเทศอยู่ที่ 59%
เขากล่าวต่อว่า หลักในการพิจารณาซื้อกิจการหรือเข้าไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัท อันดับแรกคือ จะต้องดูว่ามีตลาดหรือมีโอกาสในการเข้าไปลงทุนหรือไม่ ต้องดูว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ ต้องการให้เราเข้าไปลงทุนหรือไม่ มีการส่งเสริมหรือกีดกันการลงทุนอย่างไร เสถียรภาพของรัฐบาล การกำหนดนโยบาย และระบบภาษีต่างๆ มีผลกระทบต่อการลงทุนหรือไม่ เมื่อพิจารณาปัจจัยภายนอกแล้ว จะพิจารณาปัจจัยภายในบริษัท ทั้งเรื่องความพร้อมของเงินลงทุน เทคโนโลยีการผลิตแข่งขันได้หรือไม่ และ สุดท้ายคือบริษัทมีคนที่จะเข้าไปบริหารงานหรือไม่
สำหรับซีพีเอฟ ในเรื่องบุคลากรไม่ได้เป็นปัญหา หรือ อุปสรรคในการขยายกิจการไปต่างประเทศ บริษัทมีความพร้อมทั้งในระดับผู้บริหารและพนักงาน เพราะซีพีเอฟพยายามให้ผลตอบแทนที่เท่ากับหรือดีกว่าอุตสาหกรรม เพราะคิดว่าหากพนักงานไม่ได้อยู่ดีกินดี ก็คงไม่สามารถทำงานอย่างมีความสุข ต้องสร้างโอกาสในการเติบโต เพราะหากพนักงานไม่มีการเติบโต บริษัทก็ไม่สามารถที่จะเติบโตได้ และเชื่อเสมอว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จ จะต้องเป็นองค์กรที่ดึงดูดคนดี และคนเก่งให้เข้ามาทำงานได้
"หลักการซื้อกิจการของบริษัท จะเข้าไปถือหุ้นเกิน 20% เพื่อให้สามารถรับรู้กำไรจากกิจการนั้นๆ ได้ และหากมีโอกาสบริษัทก็จะเข้าไปถือหุ้นเกิน 50% เพื่อให้สามารถรับรู้รายได้เข้ามายังบริษัทได้ ขณะเดียวกันบริษัทยังจะพิจารณาขายกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป เพื่อมุ่งเน้นการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารเท่านั้น และหากบางกิจการที่ถือหุ้นในระดับที่สูงเกินไป ก็จะพิจารณาลดลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่นการขายหุ้นในบริษัท ซีพีพี (CPP) ในตลาดหุ้นฮ่องกงออก ได้เงินมา 2.7 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปคืนหนี้"
บล.ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า ซีพีเอฟ รายงานผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้มีกำไรที่ระดับ 3.5 พันล้านบาท ปรับขึ้น 73% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 117% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรปกติที่ 2.18 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยบวกมาจากราคาหมูและไก่ในประเทศที่ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในปีที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการจากธุรกิจในต่างประเทศดีขึ้นด้วยสำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ทิศทางราคาสัตว์บกในประเทศล่าสุดยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง และเป็นช่วงไฮซีซั่นของการส่งออก ทำให้คาดว่ายอดขายอาจจะเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นก็ยังคงอยู่ในระดับสูง









