"สมคิด"เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ฟื้นความสัมพันธ์ทุกด้าน เชื่อผลักดันภูมิภาคโตอย่างก้าวกระโดด
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้านการต่างประเทศ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี เสนอให้รัฐบาลใหม่ตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-จีน สานความสัมพันธ์เชิงลึกทุกด้าน และขยายถึงประเทศลุ่มน้ำโขง โดยระบุว่าจะทำให้การพัฒนาในภูมิภาคเป็นไปอย่างก้าวกระโดด
ก่อนหน้านี้ นายสมคิด ได้รับการแต่งตั้งจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางไปหารือกับรัฐบาลจีน
นายสมคิดกล่าวในการสัมมนา เรื่อง “ทิศทางอนาคตจีน-อาเซียน ก้าวไกล 2015” วานนี้ (8 ส.ค.) ว่า ในช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเยือนประเทศจีนในฐานะตัวแทนของคสช.และได้เข้าหารือกับรองประธานาธิบดีจีน โดยได้อธิบายให้จีนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และย้ำว่าไทยกำลังเข้าสู่การปฏิรูปประเทศในหลายด้าน และจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วนี้
นอกจากนี้ ยังได้ขอคำแนะนำจากประเทศจีนในฐานะที่มีประสบการณ์ในการปฏิรูปประเทศมานานกล่าว 10 ปี ซึ่งฝ่ายจีนก็ได้ให้คำชี้แนะการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิรูป และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความสำเร็จที่ค้นพบ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย
รัฐบาลจีนได้ย้ำว่าที่ผ่านมาไม่เคยคิดที่จะเข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศไทยเลย และจะดำเนินนโยบายทุกอย่างอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยโดยรวม ซึ่งในการปฏิรูปที่ผ่านมาจีนจะต้องเผชิญผลกระทบจากการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ทั้งในเรื่องรายได้ และความเป็นอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องทำการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง มุ่งทรัพยากรต่างๆไปที่การแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนรากหญ้าที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ พยายามที่จะลดความแตกต่างระหว่างเมือง และชนบทในภูมิภาคห่างไกล
“เมื่อรายได้ประชาชนดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะสามารถปฏิรูปในด้านอื่นๆได้ง่ายเพราะจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำมาเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคม นอกจากนี้การที่ประเทศไทยจะปฏิรูปได้สำเร็จ จะต้องได้รับความร่วมมือจากภายในประเทศ และมิตรประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน” นายสมคิด กล่าว
เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-จีน
นายสมคิด กล่าวว่าในช่วง 9 ปีก่อน ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีนอย่างลึกซึ้งมาก เหนือกว่าชาติอื่นใดในอาเซียน แต่ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ความสัมพันธ์กับจีนขาดการดูแลเอาใจใส่
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งเนินการ คือการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างไทย-จีน (Joint Committee) หรือเจซี ขึ้นมาใหม่ให้เร็วที่สุด และจัดคณะออกไปประชุมความสัมพันธ์เชิงลึกกับประเทศจีน ในทุกมิติของความร่วมมือ
สำหรับสิ่งที่จะเดินหน้าต่อจากนี้ จะต้องทำให้ผลประโยชน์เชิงลึกระหว่างไทย - จีน ขยายประโยชน์ไปสู่ประเทศอื่นๆในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) 5 ประเทศ ได้แก่ จีน (มณฑลยูนนาน) ไทย เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ซึ่งดินแดนเหล่านี้มีพื้นที่ติดกัน มีความยากจน ประวัติศาสตร์การต่อสู้ร่วมกัน ซึ่งในฐานะที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในจีเอ็มเอส ก็ควรจะมีบทบาทในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับ จีเอ็มเอส และขยายไปยังอาเซียน
ใช้เป็นสะพานเชื่อมอาเซียน-มณฑลในจีน
นายสมคิด กล่าวว่า ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ไทยควรจะขยายไปสู่ภูมิต่างๆของจีน เช่น ขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับกลุ่มมณฑลในภาคตะวันตก เหนือ ใต้ หรือตะวันออก เป็นต้น ซึ่งคลัสเตอร์กลุ่มมณฑลต่างๆของจีนเหล่านี้มีขนาดใหญ่ไม่แพ้ประเทศใดๆในเอเชีย มีความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งไทยควรจะเป็นประเทศผู้นำภูมิภาคอาเซียนไปขยายความร่วมมือกับมณฑลต่างๆในจีนด้วย
“ประเทศจีน และภูมิภาคอาเซียน ต่างก็มีขนาดใหญ่ และมีศักยภาพสูงในการพัฒนาโดยที่ไม่ต้องพึ่งพากันก็ได้ แต่ถ้าหากทั้ง 2 ภูมิภาคมาร่วมมือในการพัฒนา ก็จะยิ่งทำให้ทั้ง 2 ภูมิภาคเกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว และเข้มแข็ง” นายสมคิด กล่าว
นอกจากนี้ จะต้องยกความความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนไปสู่เวทีระดับโลก ให้เหมือนกับกลุ่มบริคส์ (BRICS) ซึ่งประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, และแอฟริกาใต้ โดยอนาคตข้างหน้า ควรใช้ความสัมพันธ์ที่มีจีนเป็นแกนกลางยกระดับอาเซียนเชื่อมโยงกับบริกส์ ให้ภูมิภาคนี้มีส่วนในการถ่วงดุลทางการเมืองนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีน กับประเทศสมาชิกอาเซียนในทะเลจีนใต้ ก็ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญในการขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ภูมิภาค
ดังนั้นทางออกของปัญหานี้ก็คือ เอาปมขัดแย้งที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้เอาไว้ข้างๆ และเอาเรื่องที่สามารถร่วมมือกันได้มาวางไว้ด้านหน้าพัฒนาความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม ส่วนปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ ก็เก็บไว้ให้คนรุ่นต่อไปแก้ไข
จีนหวังอาเซียนช่วยแก้ข้อพิพาททะเลจีนใต้
นายหวาง หยินฟาน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีความแน่นแฟ้นมาโดยตลอด รวมทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับอาเซียนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ก็มีประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศไม่เป็นมิตรกับจีน มีความขัดแย้งในเรื่องอธิปไตยทางแผ่นดิน และทะเลกับจีน ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนขออ้างกรรมสิทธิ์อธิปไตยรวมทั้งหมู่เกาะต่างๆในพื้นที่ทะเลจีนใต้
"หากมีประเทศใดๆมาท้าทาย จีนจะไม่อดทน ดังนั้นอาเซียนควรเข้ามารับบทบาทที่สร้างสรรค์ในกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้"
ชี้ความขัดแย้งกับสหรัฐฯเป็นเรื่องละเอียด
นายหวาง กล่าวว่าจีนตระหนักเสมอว่าสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทสูงในอาเซียน ซึ่งจีนต้องการที่จะเป็นมิตรกับสหรัฐฯ และอยากให้เกิดความร่วมมือที่เป็นมิตร ความสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างจีน - สหรัฐฯจะเป็นไปในทิศทางหลักในอนาคต โดยการแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ รัฐบาลจีนจะเข้าไปเจรจาประเทศที่มีความขัดแย้งเป็นรายประเทศ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ที่อยู่ในฝ่ายของสหรัฐฯ เป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนที่สุด โดยจีนกำลังจับตาท่าทีของญี่ปุ่นที่พยายามแก้กฎหมายให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่ปกติแทนกองกำลังป้องกันตนเอง สามารถใช้กำลังทางทหารกับประเทศอื่นได้ ถือได้ว่าเป็นนโยบายที่มีความผิดพลาดที่สุด
"ที่ผ่านมาอาเซียนพยายามที่จะวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ถ้าในอนาคตความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงเป็นทวีคูณ จะส่งผลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของอาเซียนว่าจะอยู่ข้างใคร"
'สุรินทร์'แนะจับมือเพื่อนบ้านพัฒนาท่องเที่ยว
ด้าน นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ จะต้องไม่มองเพียงขอบเขตภายในประเทศไทย แต่ต้องมองให้กว้างออกไปในอาเซียน โดยเฉพาะในเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งในขณะนี้ไม่สามารถหวังได้ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวแล้วเดินทางกลับ แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะมาในระดับภูมิภาค เช่น เข้ามาเที่ยวไทย 5 วัน เข้ากัมพูชาอีก 3 วัน ไปลาว อีก 4 วัน เป็นตัน
ดังนั้นไทยควรจะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยจะต้องไม่มองประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่แข่ง แต่ควรร่วมมือกันใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้สูงสุด และเตรียมบุคลากรให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ได้
"ในโลกของการแข่งขัน ประเทศที่ได้ประโยชน์ทางการค้าสูงสุด ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรสูงสุด แต่จะเป็นประเทศที่มีความพร้อมสูงสุด และแม้ว่าจะมีทรัพยากรน้อยก็สามารถเอาชนะประเทศที่มีทรัพยากรมากกว่าได้" นายสุรินทร์ กล่าว
ชี้ไทยยังไม่ได้ประโยชน์จากเออีซี
นายสุรินทร์ กล่าวว่าเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นั้น มองว่าไทยอาจจะได้ประโยชน์ไม่มากเท่าที่ควร เพราะที่ผ่านมาไทยเกิดความวุ่นวายทางการเมืองมานาน การพัฒนานโยบายต่างๆขาดความต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมองว่าหากไทยจะปรับตัวเพื่อให้ได้ประโยชน์จากเออีซี จะต้องแก้ไขปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน 2. การลดปัญหาคอร์รัปชันในทุกระดับ และทุกภาคส่วน และ 3.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากคนไทยไม่มีความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีบนพื้นฐานของความรู้ และยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ
ส่วนการเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้น ในอนาคตจีนจะมีกำลังซื้อสูงขึ้น และจะมีชนชั้นกลางมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คนจีนจะให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิตสูงขึ้น ดังนั้นจะทำให้มีการท่องเที่ยวสูงขึ้น มีความต้องการการรักษาพยาบาลที่ดี และอาหารการกินที่มีคุณภาพ
ดังนั้นประเทศไทยจะต้องปรับแผนการตลาดไปสู่ลูกค้าจีนในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการท่องเที่ยว ไทยควรจะเน้นดึงดูดลูกค้าที่มีคุณภาพมากกว่าจำนวน เพราะหากเน้นเรื่องจำนวน จะทำให้ทรัพยากรท่องเที่ยวไทยไม่สามารถรองรับได้ และไม่คุ้มค่ากับผลเสียที่เกิดขึ้น








