สมาคมค้าทองคำ คาดราคาทองคำอยู่ในขาลงระยะยาว มีโอกาสลดลงเหลือ 1.5 หมื่นบาทต่อบาททอง
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้จะผันผวนในขาขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในต่างประเทศ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ปัญหาระหว่างยูเครน รัสเซีย สหรัฐ รวมถึงปัญหาในอิสราเอลและลิเบีย ประกอบกับในฝั่งยุโรปยังมีปัญหาเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ของอาร์เจนตินา ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำ หากในช่วงไตรมาส 3 ราคาทองคำผ่านแนวต้านที่ 1,335 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก็มีโอกาสไปถึง 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทั้งนี้ราคาทองคำในระยะยาวมีแนวโน้มจะปรับลดลง หากเศรษฐกิจทั่วโลกมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่ราคาทองคำในประเทศ มีโอกาสจะปรับลดลงไปแตะระดับ 1.5 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ดังนั้นจึงต้องดูทิศทางค่าเงินบาทด้วย หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองคำในประเทศก็คงปรับลงไม่ถึงระดับดังกล่าว
สำหรับภาวะการนำเข้าทองคำในช่วงเดือนแรกของปีนี้ ปรับลดลงจากราคาทองคำที่ปรับลดลง ประกอบกับ นักลงทุนและประชาชนส่วนหนึ่ง ยังถือทองที่ซื้อมาในช่วงราคาสูงอยู่ จึงไม่ได้ซื้อเพิ่ม โดยมีการนำเข้ารวมประมาณ 65 ตัน และคาดว่าภาพรวมทั้งปีในปีนี้จะมีการนำเข้าเพียง 100-130 ตัน จากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้าทองคำเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ระดับประมาณ 300 ตัน
เขากล่าวต่อว่า วานนี้ (7 ส.ค.) สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย ได้นัดหารือกันเพื่อหาแนวทางการในแก้ไขปัญหาภาวะตลาดการซื้อขายสัญญาราคาทองคำล่วงหน้า หรือโกลด์ฟิวเจอร์สที่ซบเซา มูลค่าการซื้อขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับลดลง และมีนักลงทุนไทยบางส่วนเลือกที่จะไปลงทุนในตลาดทองคำต่างประเทศ เพราะมีความคล่องตัวมากกว่า
ทั้งนี้ ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา สมาคมฯได้เดินทางไปดูงานตลาดการซื้อขายทองคำและตลาดล่วงหน้าในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้มาแล้ว และในเดือนก.ย.นี้อาจจะร่วมเดินทางไปกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจะดูว่ามีรูปแบบใดที่จะปรับมาใช้ในการเพิ่มความคล่องตัวในตลาดซื้อขายทองคำในประเทศได้หรือไม่ เพื่อเสนอต่อทางตลาดทีเฟ็กซ์ ในการหาแนวทางช่วยเหลือโบรกเกอร์ฟิวเจอร์ส
ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการทีเฟ็กซ์ (TFEX) เปิดเผยว่า สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จะจัดไปดูงานต่างประเทศในทุกปี โดยในปีนี้จะไปดูงานที่ตลาดเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ซึ่งตลาดที่จะไปดูมีทั้งตลาดหุ้นและตลาดทองคำ โดยจะจัดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้
ส่วนกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือน ส.ค. ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน มาอยู่ที่ระดับ 56.08 จุด ลดลง 0.11% สะท้อนว่าโดยรวมยังเชื่อว่าราคาทองคำจะฟื้นตัวได้ในระหว่างเดือน โดยกลุ่มตัวอย่าง 40% เชื่อว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นได้ใน 1 เดือนหน้า
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยวานนี้ ปิดตลาดปรับตัวลดลง 0.14 จุด หรือ 0.01% มาปิดที่ระดับ 1,522.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,332.94 ล้านบาท โดยแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,526.33 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 1,514.53 จุด โดยต่างชาติขายสุทธิ 1,024.75 ล้านบาท สถาบันขายสุทธิ 411.01 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 192.33 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 1,627.91 ล้านบาท
โดยนายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ดัชนีหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาส่งผลกระทบในเชิงบวกและลบต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ และส่วนหนึ่งมาจากการซื้อ-ขายเพื่อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 2 ปีนี้
ปัจจัยต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซีย ไม่ได้กระทบตลาดหุ้นไทยมากนัก ส่วนใหญ่จะกระทบตลาดหุ้นในต่างประเทศ เห็นได้จากวันนี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ
ดังนั้นแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (8 ส.ค.) นายธีรวุฒิ ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยคงจะยังแกว่งไซต์เวย์อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดยังไร้ปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา และในช่วงสั้นนักลงทุนยังคงเล่นเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไป อย่างไรก็ตาม ตลาดยังรอการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน









