"ยูเอซี"หั่นโครงการก๊าซหญ้าเนเปียร์ ชี้รัฐไม่ชัดเจนนโยบายเอ็นจีวี
"ยูเอซี"ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีในอุตสาหกรรมน้ำมันและโรงกลั่น หันมาทำธุรกิจผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ เพื่อทดแทนก๊าซเอ็นจีวี แต่นโยบายการลดการอุดหนุนก๊าซเอ็นจีวีของภาครัฐยังไม่มีความชัดเจน จึงจำเป็นต้องปรับแผนการลงทุนที่ตั้งไว้เดิมโดยลดจำนวนโครงการลง
นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการลงทุนผลิตก๊าซชีวภาพจากการหมักหญ้าเนเปียร์ เพื่อทดแทนก๊าซเอ็นจีวี ที่ตั้งเป้าจะดำเนินการจำนวน 20 โครงการ วงเงินลงทุน 3 พันล้าน นั้น จะมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าแทน เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มแล้วว่า ภาครัฐคงจะไม่กล้าปล่อยลอยตัวราคาเอ็นจีวี ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ 7 โครงการภายในปีนี้ ได้แก่ โครงการที่แม่แตง, ดอยหล่อ, เถิน, เกาะคา, ฝาง และขอนแก่น 2 โครงการ ซึ่งยังรอการอนุมัติสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA จากทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ส่วนอีก 13 โครงการ ที่เหลือหากนโยบายจากภาครัฐมีความชัดเจนก็จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2558-2559
โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ ที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้านั้น จะมีกำลังการผลิตโครงการละ 1.5 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 150 ล้านบาท และใช้พื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ โครงการละ 600-700 ไร่ และวัตถุดิบที่เป็นหญ้าเนเปียร์ประมาณ 140-150 ตันต่อวัน โดยได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐในรูปของค่า adder ในอัตรา 30 สตางค์ต่อหน่วย
สำหรับโครงการที่รัฐส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ ในรูป feed in tariff ในอัตรา 4.50บาทต่อหน่วย ที่ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) รับผิดชอบ และดำเนินเป็นโครงการนำร่อง 12 แห่ง ซึ่งทางยูเอซี ได้เข้าร่วมโครงการด้วย 1 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ นั้น ปัจจุบันมีหนังสือแจ้งจากกระทรวงพลังงานให้ชะลอโครงการเอาไว้ก่อน
โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ จะมีผลพลอยได้จากกากหญ้าเนเปียร์ที่นำมาทำเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด เพื่อส่งจำหน่ายต่างประเทศได้ ซึ่งมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงยังมีความคุ้มค่าที่จะเดินหน้าลงทุนแม้ว่า นโยบายของรัฐเกี่ยวกับการส่งเสริมเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ จะยังไม่ชัดเจน
“ในแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ที่กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์เอาไว้ประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ทางยูเอซียังมองว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเรามีศักยภาพในเรื่องพื้นที่เพาะปลูก และแต่ละโครงการใช้พื้นที่ไม่มาก อีกทั้งยังมีผลพลอยได้ในเรื่องปุ๋ยและเชื้อเพลิงอัดเม็ด เพียงแต่รัฐจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของนโยบายเท่านั้น “
ที่ผ่านมาโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ยังมีปัญหาความต่อเนื่อง จากปัญหาทางด้านการเมือง ซึ่งทำให้ไม่มีการประชุมพิจารณาอนุมัติสัญญาซื้อขายไฟฟ้าออกมาเลย ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ก็อยากให้หน่วยงานดังกล่าวเร่งพิจารณาในส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อการลงทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ การส่งเสริมค่าไฟฟ้าในรูปของ Feed in Tariff ที่เดิม กำหนดไว้ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย ควรจะต้องปรับให้สูงกว่า 5 บาทต่อหน่วย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเกิดการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมายนั้น และยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับซื้อหญ้าเนเปียร์จากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้นได้ด้วย จากปัจจุบันรับซื้อที่ 300 บาทต่อตันเท่านั้น
นอกเหนือจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่มาจากการหมักหญ้าเนเปียร์แล้ว บริษัทยูเอซี อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ที่จะตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะ 2 แห่ง ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขนาดแห่งละ 8 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนแห่งละ 900-1,000 ล้านบาท ส่วนจะดำเนินการได้หรือไม่ จะต้องดูนโยบายการส่งเสริมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยว่าจะมีการผลักดันในเรื่องนี้อย่างไรโดยเฉพาะค่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม 3.50 บาทต่อหน่วย จะมีการแก้ไขเอื้อให้เกิดการลงทุนได้หรือไม่ ส่วนการลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 1.3 เมกะวัตต์ คาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปีนี้
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ คาดว่าจะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.2 พันล้านบาท เนื่องจากผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี ประมาณ 80 %มาจากธุรกิจหลัก และในส่วนของพลังงานทดแทน 20 % แต่ในปีหน้าเมื่อการผลิตไฟฟ้าทั้ง 20 โครงการทยอยเข้ามา จะทำให้รายได้จากธุรกิจหลักลดลงมาเหลือ 60 % และพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 40 % และปี 2559 รายได้จากพลังงานทดแทนจะเพิ่มเป็น 60 % และจะส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท






