วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้โจทย์มรสุมส่งออก วันที่ไร้แต้มต่อ "จีเอสพี"

ภัยคุกคามฉุดส่งออกไทยครึ่งปีแรก แถมขาดแต้มต่อจีเอสพี เจาะยุทธวิธีลัดเลาะเปิด"ป่าใหม่" ดันยอดส่งออกครึ่งปีหลัง

ภาคส่งออกพระเอกดาวเด่นของเศรษฐกิจไทย (สัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพี) เกิดอาการสะบักสะบอม จากตัวเลขติดลบต่อเนื่องมากว่า 4 ไตรมาส

แม้ล่าสุด หลังเกิดรัฐประหาร (22 พ.ค.2557) การส่งออกในเดือนมิถุนายน จะเริ่มกระเตื้องขึ้น มาขยายตัว 3.9 % คิดเป็นมูลค่า 19,842.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทว่า เมื่อรวม 6 เดือนหรือ "ครึ่งปีแรก" ของปี 2557 พบว่าตัวเลขยังติดลบ 0.35% นั่นเท่ากับว่า

เป้าหมายการขยายตัวส่งออกในปีนี้ ที่ "3.5%" กำลังเลือนราง

ทิศทางการส่งออกที่ไม่น่าปลาบปลื้ม ทำให้หลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ หั่นเป้าหมายตัวเลขจีดีพี ในปีนี้

อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาปรับคาดการณ์จีดีพีไทยลงเหลือ 2% หั่นเป้าหมายส่งออกเหลือ 1.5% เช่นเดียวกับภาคเอกชนอย่างสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย คนค้าขายตัวจริง ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะขายของได้มากขึ้นตามคาด ขอหั่นเป้าหมายส่งออกจากเดิมตั้งไว้ 3% เหลือเพียง 1.6%

เป้าหมายการส่งออกปีนี้ที่ 3.5 % เมื่อเทียบกับตัวเลขที่หลายสำนักวิเคราะห์คาดแล้ว นับว่าเป็น "โจทย์ท้าทาย" โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนที่เหลืออยู่ ประเมินจาก "มรสุมส่งออก" จากสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ ที่ยังถาโถม

เริ่มจากปัจจัยภายนอกประเทศ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่หวัง จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต้องลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.6% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 3.7% เหตุผลหลักใหญ่ก็มาจากจีน ตลาดใหญ่ด้านการผลิตและการบริโภคของโลกลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ หันมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศมากขึ้น

ฟากฝั่งสหรัฐ ก็หั่นจีดีพีตัวเองลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาดไว้ 2% เช่นเดียวกันกับยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น ยักษ์เศรษฐกิจโลก ที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ได้อย่างใจ

เมื่อตลาดส่งออกหลักของไทย เศรษฐกิจยังเปราะบาง จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการ "ปั๊ม" ยอดส่งออกสินค้าไทยให้ฟื้นตัวตาม

ยิ่งความเสี่ยงจากเหตุการณ์สู้รบแถบตะวันออกกลาง เช่น อียิปต์ ซีเรีย ไล่ไปถึงลิเบีย อิสราเอล เกิดขึ้นถี่ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อการค้าขายระหว่างประเทศ แน่นอนว่าไทยต้องสูญเสียตลาดส่งออกในแถบนี้ไป

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ไม่นับบางอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น กุ้ง จากโรคตายด่วนระบาด (EMS) แล้ว ยังมีประเด็นเชิงโครงสร้างที่สำคัญมากคือ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของสินค้า สะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภายในที่ต้องปรับตัวตามให้ทัน

ตัวอย่างที่ชัดเจน เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตทีวีจอแก้ว สู่จอ LCD และ Plasma รวมถึงฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD-Hard Disk Drive) ที่ไทยเป็นเบอร์หนึ่งของศูนย์การผลิตระดับโลก แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน เพราะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเพิ่มทางเลือก

สินค้าที่เป็น "ดาวรุ่ง" จึงมีโอกาสเป็น "ดาวร่วง" ได้เช่นกัน

ประกอบกับ สิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่ไทยเคยใช้เป็นแต้มต่อทางการค้า กำลังจะถูกยกเลิกลงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศมีรายได้สูงขึ้น

ประเดิมปีนี้ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีสินค้าที่ส่งออกไปยุโรปใน 50 รายการ ยังมีการคาดการณ์กันว่าปีหน้าสินค้าไทยจะถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีในตลาดยุโรปเพิ่มอีกหลายร้อยรายการ

จึงมีผู้ผลิตสินค้าบางกลุ่มต้อง “ดิ้นหาทางรอด” อพยพย้ายฐานผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรับอานิสงส์ค่าแรงราคาถูก และสิทธิ์จีเอสพี

ยอดส่งออกส่วนนี้จึงหายไปจากประเทศไทย อีกหนึ่งมูลเหตุทำให้ยอดส่งออกทรุด

กลายเป็นโจทย์ยากหลากหลายสมการที่นักวางกลยุทธ์การตลาดประเทศ หรือกระทรวงพาณิชย์ต้องงัดตำราระดมทูตพาณิชย์ นักวิชาการด้านกลยุทธ์มาระดมสมอง "เพิ่มอาวุธใหม่ๆ" มาฟื้นยอดส่งออกไทย

ดร.รัฐ ธนาดิเรก อาจารย์พิเศษวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล นักบริหารเชิงกลยุทธ์ ผู้สอนยุทธวิธีการพลิกกลยุทธ์สู่องค์กร กล่าวกับบรรดาทูตพาณิชย์ไทย เมื่อครั้งมีโอกาสบรรยายให้เขาเหล่านั้นฟังเพื่อเปิด "มุมมองใหม่" ในการผลักดันยอดส่งออกว่า

ทูตพาณิชย์ต้องคิดให้หลุดจากกรอบเดิม หลุดจากการทำตลาดแบบเดิม เพื่อมองหาความต้องการ (ดีมานด์) ของสินค้าไทยที่กว้างขึ้น เมื่อปรับมุมมองแล้ว ก็นำฐานข้อมูลที่ได้มาตีโจทย์เป็นกลยุทธ์เจาะตลาด ที่หลากหลาย สร้างตำแหน่งทางการค้าให้กับสินค้าไทย

"สิ่งที่ทูตพาณิชย์ต้องเตรียมแผนเพื่อดันยอดส่งออกต้องมองตลาดให้กว้างไกลไร้ขอบเขต นอกเหนือจากช่องทางการตลาดเดิมๆ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ จัดคณะผู้แทนการค้า เพื่อเข้าไปค้นพบพฤติกรรมและรสนิยมของคนในตลาดที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ไม่หยุดเพียงแค่ตลาดเดิมที่เคยไปเคยพบ ช่องทางที่เคยใช้ เราจะเห็นป่าที่แคบ"

เขายังอธิบายว่า ทูตพาณิชย์ต้องหูตากว้างไกล เพราะมีโอกาสสัมผัสกับเทรนด์และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าคนอื่น เหล่านี้ล้วนนำมาปรับใช้เพื่อเป็น "อาวุธ" นำทัพสินค้าไทยออกไปเจาะตลาดโลก เช่น ศึกษาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก นำมาต่อยอดสินค้าไทย

นอกจากนี้ ตลาดในปัจจุบันยังไม่จำกัดเพียงประเทศที่ดูแล แต่หมายถึง "การค้าบนโลกออนไลน์" ที่ขยายตัวอย่างมหาศาล โดยควรใช้ช่องเทคโนโลยีมาขยายแต้มต่อให้กับสินค้าไทย

เขายังกล่าวถึงตำแหน่งของสินค้าไทยว่า ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับเทรนด์ของโลก ที่ต้องการความแปลกใหม่ มีคุณค่าสง่างาม (Exotic) คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย (Value for money) และมีความหลากหลาย (Variety)

โจทย์ของสินค้าไทยที่นักบริหารกลยุทธ์รายนี้ทิ้งท้ายไว้ คือการตะลุยเสาะหา "ป่าใหม่" ให้กับสินค้าไทย

-----------------------------------------

ลุยเจาะส่งออก 9 ตลาดอาเซียน

อมาตยวงศ์ อมาตยกุล ผู้เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงานบุกเบิกตลาดต่างประเทศ (ตลาดอาเซียน) ฉายภาพกลยุทธ์ใหม่ในการรุกตลาดส่งออกว่า ต้องทำงานในเชิงบูรณาการ ระหว่างสำนักงานในกรมกองต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย สำนักพัฒนาตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ ประชาสัมพันธ์สินค้าไทย เพื่อวางกลยุทธ์การบุกตลาดส่งออกให้สอดคล้องกัน

โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ พบว่า สัดส่วนการส่งออกในตลาดอาเซียน ลดลงเหลือ 25.8% เมื่อเทียบกับสัดส่วนการส่งออกรวมของทุกตลาด จากเดิมในปี 2556 มีสัดส่วนส่งออกไปยังอาเซียนอยู่ในสัดส่วน 26%

สถานการณ์ส่งออกที่ถดถอย จะต้องได้รับการแก้ไข โดยแยกแยะตลาดอาเซียนทั้ง 9 ประเทศถึงศักยภาพและโอกาสการค้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ กิจกรรมการพัฒนาตลาดไม่จำกัด แค่เพียงการพบผู้แทนการค้า เข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือจัดโปรโมชั่นในห้างสรรพสินค้า แต่จะต้องเพิ่มกลยุทธ์เชิงลึกออกไป "เคาะประตู" หาผู้นำเข้า อาทิ การจัดผู้แทนบุกไปหาร้านสะดวกซื้อในอินโดนีเซีย เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น และอัลฟ่า มาร์ท (Alfamart) ที่มีไม่ต่ำกว่า 1,000 สาขา เพื่อเพิ่มคำสั่งซื้อจากตลาดอินโดนีเซียที่มีประชากรถึง 240 ล้านคน

“ตลาดอินโดนีเซีย มีการกีดกันการค้าสูงจึงต้องเจาะไปหาผู้นำเข้า ธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศ ที่เป็นระดับบิ๊กเนมเพื่อต่อรองกับรัฐบาล ต้องนำคณะนักธุรกิจอาหารสำเร็จรูป พร้อมรับประทาน 30 รายบุกตลาดเชิงลึกไปเจรจาเปิดชิมกับร้านสะดวกซื้อโดยตรงเลย เพื่อเปิดช่องทางสั่งซื้อนำเข้าสินค้าไทยกับผู้นำเข้า"

ในส่วนของพม่า เป็นโอกาสทั้งการค้าและการลงทุน โดยจะต้องใช้ "เครือข่ายความสัมพันธ์เชิงลึก" กับภาคเอกชนในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐในพม่า จับคู่ธุรกิจที่ตรงจุด (Match Maker) ล่าสุด ได้จัดกลุ่มนักธุรกิจโรงแรมกว่า 30 ราย ทั้งบริษัทที่ทำธุรกิจโรงแรมในไทย และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เข้าหารือกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในพม่า (MIC) ดีลตรงจัดตั้งโรงแรมในพม่า เพราะปัจจุบันกฎหมายพม่าเปิดกว้างให้นักต่างชาติลงทุนโรงแรมได้ 100% ตอบโจทย์โรงแรมในพม่าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เติบโตก้าวกระโดด ล่าสุดมีมากถึง 3 ล้านคน

วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย อธิบายถึงความสำคัญของตลาดอินโดนีเซียว่า เป็นตลาดใหญ่รองรับสินค้าและลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคนชั้นกลางถึง 100 ล้านคน และสัดส่วน 10% หรือตลาด 24 ล้านคน เป็นคนรวยที่มีกำลังซื้อ โอกาสมหาศาลของการขยายตลาด โดยเฉพาะรัฐบาลอินโดนีเซียอยู่ระหว่างเปิดกว้างลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ สนามบิน ท่าเรือ และถนน เพียงแต่อินโดนีเซียมีข้อจำกัดที่ยังคงกีดกันการค้า ทำให้การจัดตั้งบริษัทยุ่งยากใช้เวลานาน

โดยสินค้าที่ไทยที่เหมาะขยายไปสู่อินโดนีเซีย ประกอบด้วย อาหาร แฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น

ทูตพาณิชย์ ในอินโดนีเซีย ยังบอกว่า อุปสรรคการค้าในอินโดนีเซียมีมากมาย แต่นักธุรกิจต้องหาวิธีกระโดดข้ามอุปสรรคทั้งหมดเหล่านั้น เพื่อเปิดช่องทางพิเศษไปหาตลาด และช่องทางการลงทุนให้ได้

“การเข้าไปอินโดนีเซียต้องวางแผนตลาดที่ชัดเจน การเข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซียสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องอดทนต่อความไม่พร้อม เพื่อมองโอกาสการค้าระยะยาว”

บูรณ์ อินธิรัตน์ ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เล่าถึงแผนการกระตุ้นการค้าไทย-พม่าว่า การค้ากับพม่าต้องมองทั้ง 2 ขา คือการส่งสินค้าไปขาย แต่สิ่งที่จะเพิ่มมูลค่าได้มหาศาลคือการเข้าไปลงทุนแสวงหาวัตถุดิบและแรงงานที่ช่วยลดต้นทุนขยายตลาด นอกจากนี้ยังไม่ควรมองพม่าแค่เพียงประเทศเดียว แต่ต้องมองว่าพม่าจะเป็นฐาน "กระจายสินค้า" ไปสู่จีนตอนใต้ และอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถาน เป็นต้น

โดยกลุ่มที่มีความต้องการเปิดกว้างด้านการลงทุนคือ กลุ่มก่อสร้าง เช่น สนามบิน ถนน นอกจากนี้ยังมีโอกาสในธุรกิจบริการ เช่น โรงพยาบาลและโรงแรม หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจรัฐบาลพม่าอยู่ระหว่างพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ส่วนพื้นที่ที่โอกาสการลงทุน คือเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นในหลายพื้นที่ เพื่อใช้เป็นฐานผลิตก่อนส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3

“แนวคิดคือการมองพม่าเป็นจังหวัดที่ 78 ของไทย ที่ต้องการสินค้าและบริการใกล้เคียงกับไทย เพราะคนพม่าชอบสินค้าไทยเป็นทุนเดิม”

--------------------------------------

"แฟชั่นไทย" แจ้งเกิดแดนปลาดิบ

ไผท สุขสมหมาย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ฉายภาพแผนเจาะตลาดผู้บริโภคญี่ปุ่นว่า ต้องส่งออกสินค้าที่ล้อไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมญี่ปุ่น ที่ไม่เพียงขายสินค้าเดิมๆ แต่จะต้องเพิ่มมุมมอง คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในวันข้างหน้า

“ในอดีตคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอาหาร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย แต่ปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นจะเพิ่มเติมความต้องการไปหาซื้อความสุขและความบันเทิงให้กับชีวิต เช่น เครื่องเล่นเกม สนใจดูภาพยนตร์ งานอดิเรก สินค้าที่ช่วยเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ รวมถึงเครื่องมือสื่อสาร”

กลยุทธ์คือการวิเคราะห์ความต้องการในอนาคต หลังจากนั้นจะต้องร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิต หันมาออกแบบสินค้ารองรับไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่นในอนาคต เช่น สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยคาดว่าผู้สูงวัยจะมีสัดส่วนต่อประชากรในญี่ปุ่น ในสัดส่วน 25%ในปี 2030 และเพิ่มเป็น 40% ในปี 2050

นอกจากนี้ยังเห็นว่า สินค้าไทยที่มีศักยภาพรองรับความต้องการตลาดสูงวัย อาทิ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การบริการตรวจเช็คสุขภาพ ตลอดจนพัฒนาซอฟต์แวร์ตรวจสุขภาพ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เพื่อทำให้อายุยืนยาว เพราะคนญี่ปุ่นมีอายุยืนยาวเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 80-90 ปี

ขณะเดียวกัน สินค้าใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาแบรนด์ เพื่อยกระดับพัฒนาแบรนด์และรูปแบบสินค้า ยังมีโอกาสสำหรับตลาดญี่ปุ่น เช่น เสื้อผ้า มีการนำสินค้าแบรนด์เนมใหม่ๆ ไปเปิดตลาดผ่าน “โตเกียว แฟชั่น วีค” เช่น แบรนด์ “ SRETSIS” ที่ไปแจ้งเกิดบนรันเวย์ญี่ปุ่น จนได้รับความนิยม ทำให้ภาพพจน์สินค้าแฟชั่นไทยขยับสู่ระดับไฮเอนด์

นอกจากนี้ ในแง่โอกาสการลงทุนในญี่ปุ่นยังพบว่า เริ่มเปิดกว้างสำคัญทุนไทย โดยเฉพาะด้าน "พลังงานทางเลือก" เป็นผลจากการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กว่า 54 โรงในญี่ปุ่น ทำให้การผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการจึงเปิดกว้างให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุน

ชูลิต สถาวร ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คาดการณ์ว่าปีนี้สินค้าไทยที่จะส่งออกไปอังกฤษน่าจะขยายตัว 5% หลังกำลังซื้อที่มีมากขึ้น อาทิ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

ด้วยกลยุทธ์เร่งเครื่องส่งออกให้ฟื้นได้รวดเร็ว คือการผลักดันสินค้าที่ยังใช้โควตาการส่งออกไม่เต็ม เช่น ไก่แปรรูปที่มีปริมาณนำเข้า 1.6 แสนตันต่อปี รวมถึงการผลักดันสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ อาหารไทย โดยมีการจัดงานไทยแลนด์ เฟสติวัล เพื่อตอกย้ำถึงภาพพจน์ความแกร่งของครัวไทยสู่ครัวโลก

เขาบอกว่า การตอกย้ำเช่นนี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยให้ดีขึ้น ทำให้ผู้นำเข้ามั่นใจที่สั่งซื้อสินค้าไทย

โดยเขาระบุว่า สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ความน่าเชื่อถือ ของสินค้าเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคถามหา พร้อมไปกับการหา "ผู้นำเข้าหน้าใหม่" เพื่อเป็นตัวแทนขยายสินค้าไทยให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ สมจินต์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา บอกถึงกลยุทธ์การขยายตลาดส่งออกในสหรัฐฯว่า จะต้องขยายฐานลูกค้าจากตลาดหลัก (เมนสตรีม) สู่ ตลาดย่อยๆ ที่หลากหลาย เช่น กลุ่มต่างชาติในสหรัฐ (Ethnic) ที่ชื่นชอบอาหารไทยไม่เพียงคนอเมริกันซึ่งเป็นฐานตลาดเดิม

เขายังกล่าวว่า สิ่งสำคัญต่อตลาดพัฒนาแล้วคือความเชื่อถือและแบรนด์เนมของสินค้าไทย ที่จะต้องยกระดับแบรนด์ไปสู่สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น

“เป็นสิ่งที่เราต้องทำหากไม่ทำ ยังขายแต่สินค้าเดิมๆ ตลาดเดิมอนาคตก็จะมืดมน” เขาทิ้งท้าย

-------------------------------------------

รับจ้างผลิตสินค้า

เมื่อโลกมีปัญหา..ส่งออกไทยจึงมีปัญหา

นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ในฐานะเอกชนให้เข้าไปร่วมกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาตลาดส่งออกไทย มองว่า การเพิ่มยอดการส่งออกทำได้ในบางตลาด เช่น ตลาดใหม่ในลาตินอเมริกา พบว่าประสบความสำเร็จเมื่อไปเจรจาการค้า มียอดสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นทันที รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพคือกลุ่มค้าชายแดน ที่ยอดการส่งออกเติบโตอย่างมาก

ทว่า สิ่งที่เอกชนเป็นห่วงคือ "โครงสร้างสินค้าไทย" ที่เน้นการรับจ้างผลิตซึ่งความต้องการสินค้า เกิดขึ้นเมื่อบริษัทแม่ผู้สั่งผลิตสินค้าในไทย ซึ่งกลุ่มสินค้าเหล่านี้ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี ยอดส่งออกสินค้าก็จะลดลงไปพร้อมกัน เป็นสภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของประเทศผู้รับจ้างผลิต

“การกระตุ้นส่งออกด้วยการเร่งกิจกรรมทางการตลาดก็กระตุ้นขึ้นมาได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะกลุ่มสินค้าส่งออกหลักของประเทศคือกลุ่มอุตสาหกรรมที่รับจ้างผลิต ดังนั้นจึงควรมีการทบทวนโครงสร้างสินค้าของไทยใหม่”

สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงในอนาคต ที่จะเริ่มหนักขึ้นในปีหน้า (2558) คือการถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้าในยุโรป (GSP) ไม่ต่ำกว่า 700 รายการ ที่มีโอกาสทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยไปยุโรปติดลบ ดังนั้นแค่เพียงกิจกรรมทางการตลาดไม่พอ แต่จะต้องปรับฐานไปสู่อนาคตทั้งตลาด และสินค้า

เริ่มต้นจากพัฒนาสินค้าใหม่ที่มาจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนน้อย แต่หากผลักดันให้พัฒนาสินค้าในตลาดโลกได้ ก็จะเกิดประโยชน์ตกอยู่ในไทยในเชิงมูลค่าที่สูง เพราะเป็นการส่งออกสินค้าที่สร้างความต้องการที่แท้จริง (Demand Chain) ที่มาจากสินค้าไทยล้วน ๆ

เช่นเดียวกันกับการให้ความสำคัญทางการตลาด ที่ไม่ใช่เพียงการมุ่งส่งออกตลาดไกล ๆ ที่เสี่ยงต่อการแข่งขันด้านต้นทุนทำให้สินค้าไทยสู้ไม่ได้ ดังนั้น ควรมองตลาดใกล้ ที่มีศักยภาพอย่าง "อาเซียน" ใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เต็มที่ (AEC)