วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐผนึกเอกชนระบายข้าวฟื้นกลไกตลาด

โจทย์ใหญ่ท้าทายหลัง"ดวงพร"รับตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศที่คสช.ต้องการบริหารจัดการสต็อกข้าวอย่างโปร่งใส

หลังจากนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเข้ารับตำแหน่งใหม่ โจทย์ใหญ่ท้าทายที่สุดที่รับมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการบริหารจัดการสต็อกข้าวอย่างโปร่งใสและราคาฤดูกาลใหม่

ถาม : แนวทางการดูแลสินค้าข้าวเป็นอย่างไร

ตอบ : ภาระหน้าที่ต้องดูแล คือ สต็อกข้าว 18 ล้านตัน ซึ่งต้องมาดูแผนว่าจะระบายอย่างไร ซึ่งระดับนโยบายมีแนวทางชัดเจนแล้วว่าจะไม่แทรกแซง คือ ไม่เข้าไปซื้อข้าวเข้ามาใหม่ ซึ่งจะทำให้กลไกตลาดทำงานได้ สามารถเดินหน้าได้ด้วยตัวเอง แต่ข้าว 18 ล้านตันถือเป็นภาระทางการค้าตลาดอยู่ เรื่องนี้จึงต้องหาสมดุลว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร

กรมได้ทำจัดแผนระบายข้าว เพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาแล้ว คาดว่าจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า หากได้ข้อสรุปก็จะสามารถเดินหน้าระบายข้าวได้ทันที ส่วนที่มาของแผนดังกล่าวคณะอนุกรรมการระบายได้ประชุมหารือกันและกำหนดแนวทางว่าข้าวในสต็อก 18 ล้านตัน จะใช้เวลาระบาย 3 ปี โดยให้ค่อยๆ ทยอยออกมาสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม ข้าวในสต็อกมีทั้งที่ดีและไม่ดี จึงต้องเริ่มจากการเข้าไปดูก่อนว่าเรามีอะไรบ้าง คาดว่าเดือนนี้จะจบ เป็นเรื่องของการตรวจนับเมื่อเสร็จแล้ว ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งต้องใช้เวลา อาจจะเป็นเดือน แต่ตอนนี้ผลทยอยเข้ามาแล้ว แม้ยังไม่ครบ แต่เราก็พอรู้แล้วว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

ถาม : ประเมินคร่าวๆ สต็อกเสียหายเยอะหรือไม่

ตอบ : ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา จากโกดังทั้งหมด 1,700 แห่ง เป็นขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) 400 กว่าแห่ง ที่เหลือเป็นขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ตอนนี้ตรวจนับแล้ว 900 แห่ง มี 700 โกดังที่มีข้าวได้คุณภาพตามสมควร แต่ในส่วนที่ไม่ได้คุณภาพอาจจะผิดสเปค เช่นในบัญชีเป็นข้าว 100 % แต่ในคลังเป็นปลายข้าว ข้าวป่นเป็นแป้งบ้าง ข้าวเหลืองบ้าง แต่โดยรวมเสียไม่ถึง 2% ของจำนวนคลัง ไม่ใช่จำนวนข้าว

โดยภาพรวมมั่นใจของค่อนข้างใช้ได้ แต่ก็มีบางส่วนที่เสื่อมไปตามเวลา เพราะมีข้าวปีการผลิตเก่าๆ อยู่ด้วยต้องยอมรับและยังมีข้าวที่เกิดจากการทำผิดพลาดก็มีบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ หลังผลการตรวจออกมาแล้วจะมีการคัดสรรข้าวออกมาอีกที และหากแผนระบายได้รับการอนุมัติ ก็จะสามารถเริ่มขายได้ต้นส.ค.นี้ จะพยายามไม่ให้นานออกไปถึงกลางส.ค. เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะข้าวยังไม่ออกสู่ตลาดคนยังมีความต้องการอยู่มาก

ถาม : รูปแบบการระบายข้าวเป็นอย่างไร เน้นแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือไม่

ตอบ : ไม่ได้เน้นจีทูจีเป็นหลัก แต่มีหลายรูปแบบ อย่างกรณีการส่งออก ได้แก่การส่งออกแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แบบรัฐบวกเอกชน (จี+พี) และแบบมีคำสั่งซื้อแล้ว (ออร์เดอร์) ในส่วนของ จี+พี เป้าหมาย คือ ต้องการตลาดใหญ่ๆ ที่ภาคเอกชนเข้าไปทำลำบาก เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เช่น ฟิลิปปินส์ ตอนนี้ตามดูอยู่ แม้ทิศทางจะเป็นการนำเข้าข้าวจากเวียดนาม แต่เท่าที่ทราบก็พบว่าฟิลิปปินส์ มีแผนต้องเปิดนำเข้าข้าวอีกมาก ทั้งที่ผูกพันกับไทยไว้แล้ว ที่ผูกพันเรื่องการเข้าถึงตลาดและอยากจะต้องนำเข้าเพิ่มด้วยเหตุผลอื่นอีก

ทั้งนี้ การที่ไทยจะเอาส่วนแบ่งตลาดคืน ต้องเอาเรื่องราคาเป็นหลัก และคิดว่าสต็อกที่มีอยู่ น่าจะเป็นแบ็คอัพที่ดีให้กับทั้งผู้ส่งออกในการเข้าไปทำตลาดของภาคเอกชนด้วย ซึ่งก็ให้เอกชนนำหน้าไป และรัฐบาลจะให้ความมั่นใจว่าถ้าซื้อข้าวไทย จะทำให้ความมั่นคงของซับพลายมีสูง เพราะไทยมีสต็อกข้าวอยู่ ความเชื่อมั่นนี้มาจากรายงานข่าววงในแจ้งว่า ขณะนี้ เวียดนามเริ่มมีปัญหาหลังจากที่ขายล่วงหน้าไว้มาก แต่ผลผลิตฤดูกาลใหม่ไม่ได้มากอย่างที่คิด จึงเริ่มต้องไปดีเลย์ชิพเมนบางส่วนแล้ว จึงน่าจะเป็นโอกาสของไทย

ซึ่งก็จะให้เอกชนเดินเข้าไปในช่องทางกลไกการค้าปกติโดยมีรัฐบาลสนับสนุนอยู่ข้างหลัง แน่นอนอาจจะต้องขายของถูกบ้าง เพื่อให้ได้การสนับสนุนทางการเงิน (แคชอัพ) กลับมา หรือช่วยเรื่องเอกสารต่างๆ ตอนนี้เรามองธงว่ามันเป็นข้าวไทย อะไรก็ตามที่มันเป็นข้าวให้ออกไปได้ก็จะทำเต็มที่

”ถ้าผลักออกข้างนอกเป็นประตูดีที่สุด ดีกว่าให้มันกดดันอยู่ในบ้าน เท่าที่คุยกับผู้ส่งออกทุกคนก็เต็มใจ ดังนั้น ประเด็นที่คุยกันจึงชัดเจน ว่าการดำเนินการของรัฐต่อจากนี้โปร่งใส ไม่ต้องมีใต้โต๊ะ ข้างโต๊ะอะไร ไม่มีทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่นโยบายคือมีความร่วมมือระหว่างกันในระดับสมาคม เปิดเผยไม่ได้แอบทำ ไม่ได้คุยกับใครให้เป็นการเฉพาะ เป็นการคุยกันในระดับองค์กร ซึ่งทางคสช .ได้หารือองค์กรเหล่านี้ต่อเนื่อง ก็พบว่ามีความตั้งใจที่ดี เพราะที่ผ่านมาเสียหายมาเยอะจะปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้แล้ว การที่จะทำให้ข้าวไทยกลับมาได้ต้องผนึกกำลัง บอกมาว่าต้องช่วยกันวิธีไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สิ่งที่เอกชนคิดว่ารัฐจะสนับสนุนได้คืออะไรและสิ่งที่รัฐคิดว่าจะซับพอตเอกชนได้คืออะไร ”

ถาม : วิธีการขายหน้าโกดังที่เปิดช่องทุจริตยังเดินต่อหรือไม่

ตอบ: วิธีนี้อาจมีปัญหา เช่น การขายแล้วไม่ส่งออกตามเงื่อนไข แต่จากนี้ไปกลไกต้องชัดเจน คือต้องส่งออกไป อย่างไรก็ตาม วิธีการระบายข้าวมีหลายวิธี มีทั้งการระบายเพื่อตลาดภายใน ซึ่งสามารถใช้แบบหน้าโกดังได้ เพราะอันนี้จะเอาไปไหนก็ไป เอาไปเลี้ยงไก่หรือขายข้าวแกง เราไม่ติดตาม เพราะต้องการเปิดโอกาสให้รายเล็กรายน้อย หรือใครจะซื้อก็ได้ อันนี้เราไม่ไปยุ่งในส่วนการใช้ แต่ถ้าบอกว่าเป็นส่งออก ก็ต้องส่งออกจริงๆ

ถ้าขายแบบส่งออกต้องมีหลักฐานการส่งออกให้ชัดเจนว่าต้องออกไปจริงๆ ไม่เหมือนที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจว่า วิธีปฏิบัติ จะต้องชัดเจนเมื่อประกาศออกไป โดยเราจะเริ่มจากเอาผลจากคณะตรวจสอบมาพิจารณาและประเมินว่าคลังใด ผ่านการคัดกรองแล้วว่าอยู่ในมาตรฐาน มาคัดดูว่าจะเอาคลังไหนขายก่อนขายหลัง ส่วนไหนขายต่างประเทศ ส่วนไหนภายใน และความต้องการในตลาดเป็นอย่างไร ต้องการข้าวประเภทไหน และเมื่อขายแล้วจะไม่กระทบกับราคา เพราะถ้าเราออกขายเร็วยังมีคนต้องการอยู่

ส่วนวิธีการขาย ก่อนอื่นต้องขอคำสั่ง (Mandate) ไว้ก่อนเลยว่า ราคาพื้นฐาน (Floor Price) ควรเป็นเท่าใด โดยอ้างอิงให้เป็นราคามาตรฐานตามสภาพข้าว สภาพตลาดและต้องเป็นราคาที่ไม่ทำให้ราคาตลาดดิ่งลง อย่างไรก็ตาม ข้าวที่จะขายจะกำหนดในเกรดคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งการขายแบบยกคลังจะจบเร็ว คือให้ผู้ซื้อรับผิดชอบไปตามสภาพ แต่ถ้าพบว่าข้าวมีปัญหา ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้ซื้อไม่อยากรับมอบ ก็จะมีทีมบริการหลังการขาย คือ ให้มีคนที่ 3 ไปชี้ขาด เช่น หากของไม่ดีจริง อาจจะต้องลดราคาลงหรือไม่ เพราะต้องเข้าใจว่าคุณภาพข้าวข้างใน ไม่รู้เป็นอย่างไร

“เราบอกทุกหน่วยงานให้ชัดว่า ราคาที่ให้มา ทุกบาทเข้าหลวง ท่านไม่ต้องไปหัก ไม่ต้องไปหารอะไรให้ใคร ไม่ต้องเผื่อทอนใคร อยากให้หลวงเท่าไหร่ก็ให้มาให้เต็มที่ แต่หลวงก็จะดูแลท่าน หลวงขาย ในราคามาตรฐาน ถ้าเข้ามารับมอบแล้ว ข้าวครึ่งกองมีปัญหาเราก็จะเซตทีมที่จะรับเรื่องเหล่านี้ และว่ากันเป็นรายกรณี ซึ่งอาจต้องขายให้ในราคาถูกแทนที่จะคิดราคาเต็มแต่เงินที่หลวงควรได้ 100 บาท แต่ต้องไปลดเหลือ 80 บาท อีก 20 บาทที่หายไปก็ต้องไปไล่ว่าใครทำให้เสียหายและต้องรับผิดชอบอย่างไร”

ถาม : จีทูจีกับจีนยังคงเดินตามสัญญาหรือไม่

ตอบ : ยังคงเดินหน้าตามสัญญาเดิม แต่ต้องมีรายละเอียดเงื่อนไขที่ต้องมาดูกัน แต่ต้องดูราคายืนได้เท่าใด ข้าวไม่ใช่แค่สินค้า มันเป็นวัฒนธรรมและเชื่อมโยงไปสู่เรื่องอื่น จีนอยากได้ข้าวไทยเราจึงอยากรักษาตลาดนี้ไว้ในระยะยาว ดังนั้นราคาจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญเสนอไป แต่การมีซัพพลายไว้รองรับความต้องการน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญกว่า ข้าวไทยที่จะไปจีนจะมีอนาคตหรือไม่ เราต้องสร้างความสัมพันธ์ไว้ ไม่ใช่ว่าวิ่งไปหาตอนเดือดร้อน แต่เราต้องพึ่งพาอาศัยกับหลายๆ เรื่อง แต่บางอันถ้าเอาเปรียบมากไป ก็ต้องพูดกันบ้าง ต้องไปแชร์ความสมดุล ไว้ภายใต้กรอบใหญ่คือรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้

“ มองครึ่งปีหลัง จะเป็นความได้เปรียบของคนขาย เพราะทั้งอินเดียและเวียดนาม มีแนวโน้มส่งออกลดลง เช่น เวียดนาม ที่รับออร์เดอร์ไว้แต่ไม่ได้ถือสต็อกไว้ หากผลผลิตไม่ได้ดีก็จะมีปัญหาทันที ตอนนี้หันมามองในแง่บวกคือมีการสะสมข้าวไว้ให้เยอะ เป็น Security Stockเป็นการมองในมุมบวกกว่า ถ้าซื้อข้าวจากไทยไม่มี Shock supply แน่นอน”

ถาม : สถานการณ์ราคาตลาดจะสะท้อนรายได้ชาวนาไปสู่ราคาในประเทศอย่างไร

ตอบ: การระบายก็มีผลต่อราคาภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้คำนึงถึง อย่างที่เราวางแผนไว้คือ 18 ล้านตัน ระบายเดือนละ 5 แสนตัน ใช้เวลา 3 ปี การที่จะทำให้ภาระสต็อกลดลง คือการขายต่างประเทศ ถ้าเรามีออร์เดอร์ใหญ่ๆ จะช่วยราคาในประเทศได้ เพราะตลาดแต่ละแห่งจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน เช่น บางตลาดไม่ได้ต้องการข้าวใหม่

ขณะที่บางตลาดต้องการข้าวใหม่ กรณี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ต้องการข้าวใหม่ถ้าได้ออร์เดอร์เหล่านี้เข้ามามากพอ ผู้ส่งออกต้องไปซื้อข้าวที่กำลังออกสู่ตลาด เพราะข้าวในสต็อกที่รัฐมีอยู่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ทำให้ในตลาดมีดีมานด์ที่จะดึงข้าวออกจากระบบส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นเองตามกลไก ทั้งนี้ ได้คุยกับเอกชนไว้แล้ว ตลาดข้าวใหม่ เอกชนก็ไปซื้อข้าวใหม่จากตลาดไปส่งออกได้ทันที และมาคิดส่วนต่างกับรัฐบาล เมื่อเกิดการแข่งกันดึงของออกจากตลาด จะช่วยเรื่องราคา ถ้าซัพพลายมา ดีมานด์มี ราคาจะปรับขึ้นเอง แต่ทำอย่างไรอย่าไปกดราคาตลาด

เอกชนออกไปซื้อในราคาไม่เดือดร้อนตลาด ซึ่งอาจมีภาระเกิดขึ้นบ้าง ก็มาหารือกัน รัฐก็จะเข้าไปช่วยด้วยเทอมต่างๆ เช่น เอาข้าวเก่าออกไปจากสต็อกเพื่อส่งมอบให้ตลาดอื่นๆ ที่ต้องการข้าวเก่า ในราคาที่ช่วยเหลือกัน เพราะมีตลาดอื่นๆ เช่น แอฟริกาที่ชอบข้าวเก่า อันนี้เป็นเพียงแนวความคิดที่รอการพิจารณาจากระดับนโยบาย ถ้าทำวิธีการนี้เชื่อว่าราคาช่วงที่ข้าวออกเยอะๆ จะไม่ตก

“วิธีการนี้ ต้องมีใจช่วยเหลือกัน ถ้าไม่มีใจตอนนี้ จะไปมีใจตอนไหน เชื่อว่าพ่อค้าไม่น่าจะคิดฉวยโอกาสเบียดบังหลวง เสียมาขนาดนี้ อยากจะเสียต่อไปหรือไม่ เราต้อง ทำด้วยใจ ไม่ได้มีลาภยศสรรเสริญ มีสติปัญญาที่จะช่วยกันคิดกันทำได้ แต่ก็ขึ้นกับว่าผู้มีอำนาจจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือมีแนวคิดดีกว่านี้ ก็บอกกัน ทุกคนต้องช่วยกัน ข้าวไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์อย่างเดียวทุกคนต้องช่วยกัน ช่วยกันคิดแต่ต้องให้มันปฏิบัติได้จริงด้วย”

ถาม : จะให้แต้มต่อผู้ส่งออกหรือ

ตอบ : ต้องมี แต่เราไม่ได้มีให้ใครเป็นการเฉพาะ เราให้ในรูปสมาคม และสมาคมไปแบ่งสรรกันเอง เราพูดในมุมได้กันหมดทุกคน (Apply to All) เป็นเรื่องสมาคมต้องไปจัดการ เราบอกได้ว่าแนวทางทำงานเป็นอย่างนี้ จะไม่ทำงานใต้ติด ทุกครั้งจะต้องมีความชัดเจน

“ถ้ารัฐบาลตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปซื้ออะไรมาเพิ่ม จะไม่ไปทำร้ายกลไกตลาด อย่างน้อยในอีก ปี หรือปีครึ่งจากนี้ ก็น่าจะไม่มีประชานิยมแบบนั้น เชื่อว่ากลไกตลาดจะจัดการตัวเองได้จากนั้น ตลาดจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะดีมานด์เพิ่มขึ้นอยู่”