บอร์ดปตท.ถกนัดแรก ตีกรอบขายหุ้นโรงกลั่นสตาร์-บางจากและการแยกกิจการท่อส่งก๊าซ ให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง
คณะกรรมการบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ประชุมนัดแรก เร่งทำแผนขายหุ้นในโรงกลั่น 2 แห่ง และแยกธุรกิจท่อก๊าซ ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปีหน้า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการปรับโครงสร้างธุรกิจของปตท.เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและลดภาพการผูกขาดธุรกิจน้ำมัน
ปัจจุบัน ปตท.ถือหุ้นในบริษัทที่มีโรงกลั่น 5 แห่งจากทั้งหมด 7 แห่ง โดยถือหุ้นในบริษัทไทยออยล์ 49.10% บริษัทบางจากปิโตรเลียม 27.22% บริษัทโรงกลั่นสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง 36% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 48.89% และ บริษัทไออาร์พีซี 38.51%
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 7/2557 วานนี้ (25 ก.ค.) ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าในการขายหุ้นของปตท.ที่ถืออยู่ในส่วนของโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง (SPRC) ที่ถืออยู่ 36% และที่ถืออยู่ในบริษัทบางจากปิโตรเลียม อีกจำนวน 27% โดยเห็นว่าจะสามารถที่จะดำเนินการได้เร็วกว่าเรื่องของการแยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากปตท.
"บอร์ดพยายามที่จะเร่งรัดดำเนินการที่จะให้ทั้งเรื่องของการขายหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันทั้งสองแห่ง และการแยกกิจการท่อส่งก๊าซ ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดการชะงักงันในระหว่างรอยต่อของรัฐบาล"
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดกรอบเวลา หรือโรดแมพ 3 ระยะ คือ ระยะแรก ใช้เวลา 3 เดือน ระยะที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญการปกครอง ใช้เวลาประมาณ 1 ปี และระยะที่ 3 การเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งหากเป็นไปตามแผนของคสช.ที่วางไว้ การขายหุ้นโรงกลั่นและแยกกิจการท่อส่งก๊าซจะเสร็จก่อนปลายปี 2558
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า การขายหุ้นโรงกลั่นสตาร์ฯ ฝ่ายบริหารได้แจ้งว่า การเจรจาข้อตกลงระหว่างกระทรวงพลังงานและทางเชฟรอน ซึ่งเป็นผู้ที่ถือหุ้นใหญ่ 64% เกี่ยวกับสัญญาก่อสร้างและการประกอบกิจการ สามารถได้ข้อยุติแล้ว รอเพียงการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความเห็นชอบเท่านั้น
"มีกรรมการบางท่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง ความมั่นคงในการจัดหาน้ำมันว่าจะมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่ รวมทั้งเรื่องของขั้นตอนกระบวนการในการกระจายหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ซึ่งฝ่ายบริหารจะได้มีการจัดทำรายละเอียดส่งกลับมารายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง"
โรงกลั่นสตาร์ฯ มีกำลังกลั่นประมาณ 150,000 บาร์เรลต่อวัน หรือราว 23 ล้านลิตร ถือเป็นโรงกลั่นที่มีขาดใหญ่อันดับ 4 ของไทย รองจากไทยออยล์ ไออาร์พีซี และเอสโซ่ จากโรงกลั่นทั้งหมด 7 แห่ง โดยเชฟรอนถือหุ้น 64% และปตท.ถือหุ้น 36%
ชี้ขายบางจากไม่ส่งผลกระทบ
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวถึงการขายหุ้นปตท.ในบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แม้ที่ผ่านมาปตท.ลดหุ้นลงไปเกือบทั้งหมดแล้ว แต่มีการกลับเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากบางจาก ประสบปัญหาทางด้านการเงิน โดยปัจจุบัน ธุรกิจของบางจากถือว่ามีความแข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจการกลั่นและธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน และธุรกิจอื่นๆ ที่ช่วยเสริมรายได้
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่าการลดหุ้นปตท.ที่ถืออยู่ 27% ลงไปทั้งหมด ก็ไม่น่าที่จะมีผลกระทบอะไร
ปัจจุบัน ผู้ถือหุ้นใหญ่บางจาก คือ บริษัทปตท. ถืออยู่ 27.22% รองลงมา กระทรวงการคลัง ถือ 9.98% และประชาชนทั่วไป 62.80%
คาดเสร็จก่อนแยกท่อก๊าซ
“การขายหุ้นของปตท.ที่ถืออยู่ในโรงกลั่นสองแห่งทั้ง SPRC และบางจาก เป็นเรื่องที่บอร์ดคิดว่าน่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ก่อนเรื่องของการแยกกิจการท่อส่งก๊าซที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า โดยบอร์ดเห็นว่าการเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว เนื่องจากจะทำให้ธุรกิจของปตท.มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นธรรมกับผู้บริโภคและคู่ค้า ในขณะที่หากสังคมยังมีข้อสงสัยต่อการทำธุรกิจและยังคิดว่าปตท.เอาเปรียบผู้บริโภค ผลกระทบก็จะกลับมายังผู้ถือหุ้น เป็นผลเสียต่อองค์กรและส่วนรวมในที่สุด” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องของการแยกกิจการท่อส่งก๊าซออกจากปตท.นั้น ในมติคณะรัฐมนตรีเดิมก่อนการแปรรูปปตท. ต้องการให้มีการแยกออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ แต่เรื่องดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดพอสมควร ในขั้นต้นจึงจะยังเป็นการแยกธุรกิจและทรัพย์สินออกมาให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการกำกับดูแล และสอดคล้อง กับระเบียบเรื่อง Third Party Access ที่ทางคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังดำเนินการอยู่ ที่คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปีหน้า
ทั้งนี้ ในการแยกกิจการท่อก๊าซออกจากปตท. ยังต้องมีประเด็นที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน ทั้งในเรื่องของการกำกับดูแลว่าจะทำอย่างไร อัตราค่าผ่านท่อจะเป็นเท่าไร รวมทั้งเรื่องของภาระทางภาษีที่จะเกิดขึ้นว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
บอร์ดยังไม่หารือธุรกิจปาล์มในอินโดฯ
นายปิยสวัสดิ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวด้วยว่า ฝ่ายบริหารไม่ได้มีการรายงานเรื่องของการลงทุนธุรกิจปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัทลูกของปตท. ที่มีปัญหา ในที่ประชุมบอร์ดปตท. แต่ทางนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ได้รายงานให้ทราบถึงมติของบอร์ดเกี่ยวกับการสอบสวนเรื่องนี้ให้ทราบแล้ว โดยเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นอกจากนี้ บอร์ดปตท.ยังรับทราบ ว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ปตท. เนื่องจากมีภารกิจอื่น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. 2557 เป็นต้นไป และคณะกรรมการบริษัทมีมติแต่งตั้งกรรมการทดแทนกรรมการที่ลาออก ประกอบด้วยนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นกรรมการ แทน นายสมชัย สัจจพงษ์ และนายดอน วสันตพฤกษ์ เป็นกรรมการอิสระ แทน นายบุญสม เลิศหิรัญวงศ์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 2557 เป็นต้นไป
โบรกฯคาดขาย2โรงกลั่นกำไรลด2-3%
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า กรณีที่บริษัทปตท. มีแผนจะเร่งลดสัดส่วนการถือครองหุ้นบริษัทในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ได้แก่ บริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง (SPRC) และบริษัทบางจากปิโตรเลียม (BCP) เนื่องจากต้องการลดบทบาทการเป็นบริษัทผูกขาดในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน จากปัจจุบันบริษัทปตท.ถือครองหุ้นโรงกลั่น 5 ราย และมีเป้าหมายจะขายออก 2 รายแรก ซึ่งจะเหลืออีก 3 โรงกลั่น
การขายธุรกิจโรงกลั่น จะยังไม่มีผลกระทบมากนัก หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานคาดว่าการดำเนินการขาย 2 โรงกลั่นจะมีผลกระทบในระยะยาว โดยกำไรจะลดลงประมาณ 2-3% ของกำไรรวม แต่เชื่อว่าบริษัทปตท.ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะอาจจะหันไปสร้างกำไรพิเศษจากรายได้อื่นมาชดเชย ทำให้ภาพรวมกำไรยังอยู่ในทิศทางปกติ
"การลดสัดส่วนการถือครองหุ้นโรงกลั่นน่าจะตอบโจทย์ปัญหาเรื่องการผูกขาดธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมานานแล้ว ส่วนปัจจัยพื้นฐานก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะสัดส่วนการถือครองหุ้นจำนวนไม่สูง หากขายหุ้นไปก็มีผลกระทบในแง่ของการรับรู้กำไรแต่ที่ผ่านมาทั้ง 2 แห่งมีสัดส่วนต่อกำไรแต่ละปีประมาณ 2-3%เท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องปรับมูลค่าพื้นฐานของหุ้นปตท.ในตอนนี้"นักวิเคราะห์กล่าว
เผยเริ่มเจรจาผู้ซื้อบางจาก
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานกระทบจำกัด ซึ่งทางผู้บริหารคาดการณ์ว่าจะเห็นโครงร่างภายในเดือนนี้
การที่ปตท.มีแผนที่จะขายหุ้นบางจากนั้น ได้เริ่มเจรจากับผู้ซื้อที่สนใจบางรายแล้ว ขณะเดียวกันก็มีความสนใจที่จะซื้อเอสโซ่ เข้ามา เพราะมองว่าสามารถสร้าง Synergies Benefit กับเอสโซ่ ได้ ทั้งจากทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กันและ FLAGSHIP ของโรงกลั่นของไทยออยล์ ซึ่งปตท. ถือหุ้นในไทยออยล์ อยู่ 49.5% ในปัจจุบัน
"คาดว่าเมื่อโครงร่างของการปฏิรูปพลังงาน ออกมาแล้ว จะทำให้ความวิตกกังวลเรื่องนี้ผ่อนคลายลง"
ราคาหุ้น PTT ปิดตลาดวานนี้ (25 ก.ค.) อยู่ที่ 334.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 610.59 ล้านบาท ขณะหุ้น BCP ปิด ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.67% อยู่ที่ 29.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 125.01 ล้านบาท









