อุตสาหกรรมยานยนต์อ่อนแอกว่าคาด
ยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 มีแนวโน้มต่ำกว่า 2.2 ล้านคัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปรับประมาณการยอดผลิตรถยนต์ลงอีก 10% เหลือ 2.2 ล้านคัน โดยคาด ยอดผลิตรถยนต์เดือน ก.ค.-ก.ย. เหลือ 5.1 แสนคัน จากยอด 6 เดือนแรกของปีที่มียอดผลิต 9.5 แสนคัน ซึ่งหมายถึงว่าเฉพาะในไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียว ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจะต้องมียอดผลิตรถยนต์รวม 7.5 แสนคัน หรือเฉลี่ยน 2.5 แสนคัน ซึ่งเราเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหากเทียบกับช่วง Peak สุดของอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากโครงการรถคันแรก ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2555 ยังมียอดผลิตรถยนต์เพียง 7.3 แสนคันเท่านั้น เราจึงคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ในปี 2557 จะต่ำกว่าที่เราคาด 2.2 ล้านคัน
การส่งออกยังคงโตไม่ทันการหดตัวของตลาดในประเทศ
แม้ว่าการเกิดรัฐประหารในเดือน พ.ค. จะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวดีขึ้นในเดือน มิ.ย.57 แต่อย่างไรก็ตาม ยอดผลิตรถยนต์ยังหดตัวหนักกว่า 26% YoY อยู่ที่ 1.6 แสนคันเท่านั้น เนื่องจากยอดขายรถยนต์ในประเทศยังอ่อนแอต่อเนื่องหดตัวกว่า 30% YoY เนื่องจากกำลังซื้อยังไม่กลับมาหลังจากถูกดึงไปใช้ล่วงหน้าในโครงการคืนภาษีรถคันแรก ขณะที่การส่งออกรถยนต์ยังเติบโตต่ำเพียง 8% YoY จึงไม่สามารถชดเชยได้ รวมครึ่งปีแรก 57 ยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่เพียง 9.5 แสนคัน ลดลง 29% YoY
อาจต้องทบทวนกำไรปี 2557 ของกลุ่ม Auto ใหม่อีกครั้ง
หากยอดผลิตรถยนต์ช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ก.ค.-ก.ย.) เป็นไปตามประมาณการของสภาอุตสาหกรรม มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะต้องปรับลดประมาณการกำไรปี 2557 ของบริษัทในกลุ่มยานยนต์ลงอีกครั้งจากเดิมเราประเมินว่ากำไรปี 2557 จะหดตัวลงในกรอบ 6 - 30% YoY ภายใต้สมมติฐานยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 2.2 ล้านคัน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ช่วงครึ่งปีหลังมี 2557 ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะส่งผลกระทบต่อยอดส่งออก และการชะลอตัวของตลาดรถในประเทศที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว
ยังคงให้น้ำหนัก “Neutral”
แม้ว่าหุ้นกลุ่ม Auto จะได้รับความสนใจจากประเด็นการผ่านพ้นจุดต่ำสุดจากผลกระทบโครงการคืนภาษีรถคันแรกแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหุ้นที่เราศึกษาส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นสะท้อนประเด็นดังกล่าวแล้ว ในขณะที่สถานการณ์ล่าสุดกลับบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มชะลอตัวยาวนานกว่าที่คาด เราจึงยังแนะนำเพียง “Neutral” (หรือ “เท่ากับตลาด) สำหรับการลงทุนหุ้นกลุ่ม Auto และมีการเปลี่ยนคำแนะนำหุ้น SAT (มูลค่าเหมาะสม 19.10 บาท) เป็น “ถือ” (จากเดิม “ซื้อ”) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเข้าใกล้มูลค่าเหมาะสมที่เราประเมินแล้ว









