โบรกเกอร์หลายแห่งปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้น หลังสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ-การลงทุนรัฐ
โบรกเกอร์หลายแห่งปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้น หลังสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ-การลงทุนรัฐ คาดเงินลงทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง เหตุพอใจเสถียรภาพการเมือง ขณะเตือนยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งใน-ต่างประเทศ
นักลงทุนต่างชาติ กลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องหลังเห็นความชัดเจนของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลาย โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 13 วันต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท
แต่นับจากต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังมียอดขายสุทธิ 24,539.70 ล้านบาท
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่องในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยยอดในครึ่งปีแรก มียอดซื้อสุทธิ 74,429 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนมาจากตราสารหนี้ที่ครบไถ่ถอน แต่สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินจากต่างชาติยังอยู่ในตราสารหนี้ แม้จะมีแรงเทขายอย่างหนักในเดือนพ.ค. ที่เกิดการปฏิวัติ
เช่นเดียวกับค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยปรับตัวแข็งค่าจากระดับ 32.87 บาท/ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนมิ.ย. มาอยู่ที่ระดับ 32.13 เมื่อปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่าแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย รวมทั้งตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จากช่วงก่อนหน้านี้ที่ไหลกลับไปยังตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว แม้ว่ากองทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ จะยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระดับต่ำกว่าตลาด (Underweight) แต่ก็เริ่มเห็นมุมมองที่ดีขึ้น และบางส่วนเริ่มให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นมากกว่าตลาด (Overweight) แต่ยังเป็นกองทุนส่วนน้อย มีเพียง 10% ของกองทุนที่ลงทุนในประเทศไทย
“เชื่อว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติจะยังคงมีต่อไป แต่ไม่เข้ามาแรงมาก เพราะตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้นไปมากแล้ว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ นโยบายทางด้านการสื่อสาร และพลังงานที่ยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้ว นักลงทุนต่างชาติก็พอใจกับเสถียรภาพของประเทศในปัจจุบัน และรอจังหวะเข้าลงทุน”
นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ บล.ซีแอลเอสเอ ปัจจุบัน ยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2557 ไว้ที่ระดับ 1,480 จุด แต่มองในอนาคต 12 เดือนข้างหน้าดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,550 จุด ซึ่งก็มีโอกาสที่จะปรับเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ขึ้นอีก แต่ทางสำนักงานใหญ่ที่เป็นผู้กำหนดเป้าหมายดัชนี และการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ขอรอดูความชัดเจนเรื่องนโยบายการคลังของไทยก่อน
“เป้าหมายที่เป็นทางการต้องรอให้ทางสำนักงานใหญ่ประเมิน แต่โดยส่วนตัวมองว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้น เพราะด้วยสถานการณ์ต่างๆที่คลี่คลาย มองว่าเป้าหมายเดิมมองต่ำไป เพราะดัชนีสิ้นปีที่ระดับ 1,480 จุด อยู่บนพื้นฐานว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตในระดับ 0.8-2.7%”
สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศนั้น มองว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะสั้น ความเสี่ยงที่ทุกคนกังวลคือ จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้น และนักลงทุนจะเริ่มหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ทองคำ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็ยังไปต่อไป แต่ต้องเลือกหุ้นในการลงทุน โดยมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน ให้น้ำหนักกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
ด้านนายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย กล่าวว่าบริษัทยังไม่ได้ปรับเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ใหม่ หลังจากที่ได้ปรับลดลงไปแล้วเมื่อช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ แม้จะมองว่าแนวโน้มภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะดีขึ้น มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันน่าจะเพิ่มขึ้น เพราะดัชนีเป้าหมายในปัจจุบันก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ได้ต่ำมาก
สำหรับแนวโน้มการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาตินั้น มองว่าปัจจัยแวดล้อมยังเอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุน แต่อาจจะเป็นแค่การไหลเข้ามาลงทุนในระยะสั้น เพราะตลาดหุ้นไทยปีนี้ได้ปรับขึ้นไปมากแล้ว จนบางส่วนมองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มแพง
ก่อนหน้านี้ นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ปรับเพิ่มเป้าดัชนีปลายปีนี้เป็น 1,580 จุด จากก่อนหน้านี้ที่ 1,550 จุด จากภาวะตลาดปัจจุบันที่ค่อนข้างอยู่ในเชิงบวก พร้อมกันนี้อาจจะมีการปรับเพิ่มอีก หากดัชนีมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินปริมาณการซื้อขายในช่วงครึ่งปีหลังที่ 4-4.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ส่วนทั้งปียังคาดหวังว่าจะได้เห็นปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยที่ 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน








