วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไมเนอร์ กรุ๊ปในปฎิบัติการ ชวนแว๊นบอย สก๊อยเกิร์ลเข้าก๊วน

สิ่งที่เด็กๆ จะได้รับการพัฒนามากที่สุดก็คือ การมีวินัย ซึ่งไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ถ้าให้เด็กเรียนเพียงอย่างเดี

แม้ว่าอาจจะต้องพบกับความวุ่นวายปั่นป่วน ทว่า "ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป" กลับขันอาสาเข้าเป็นส่วนร่วมโครงการ "ในพระราชดำริ" ที่มีวัตถุประสงค์จะปรับนิสัย "เด็กจอมป่วน" ให้กลายเป็น "เด็กเอาถ่าน" เนื่องจากเห็นว่าจะสร้างผลดีต่อทั้งเยาวชน สังคม และประเทศชาติ ได้อย่างแท้จริง

ซึ่งเด็กจอมป่วนที่ว่านี้ก็คือ เหล่านักศึกษาของวิทยาลัยอาชีวะจำนวน 9 แห่ง ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลซึ่งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการทะเลาะวิวาท ยกพวกตีกัน ดังนั้นอาจจะเรียกโครงการดังกล่าวว่าเป็นทวิภาคี "ล้างนิสัยเด็ก" ก็คงไม่ผิดกติกานัก สำหรับนักศึกษาที่ทางไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เลือกเข้ามาก็คือ นักศึกษาจำนวน 27 คนจากวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง (ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเฮี้ยวเป็นที่สุด)

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ชักชวนเด็กๆ เหล่านี้เข้ามาใช้ชีวิต "พนักงาน" ร้านอาหารภายในเครือ อาทิ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ควีน ,เบอร์เกอร์คิง ฯลฯ เป็นเวลา 7 เดือน พวกเขาก็ทิ้งคราบของ "แว๊นบอย สก๊อยเกิร์ล" ชนิดที่แทบไม่เห็นร่องรอย และกลายร่างเป็นเด็กน้อยหน้าใสที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีระเบียบวินัย อีกทั้งรู้คุณค่าของการทำงานว่า "เงินแต่ละบาทที่กว่าจะหามาได้"

อะไรคือ เคล็ดลับความสำเร็จ?

"เป็นเพราะเด็กๆ ได้รับการดูแล และเอาใจใส่ อย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาในการทำงาน 8-10 ชั่วโมงต่อวันของพวกเขา แน่นอนว่าบริษัทและพนักงานที่เข้ามาเป็นแนวร่วมต้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการ ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ความเข้าใจ และความทุ่มเทของทุกฝ่าย" ปัทมาวลัย รัตนพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

ทั้งนี้ไมเนอร์ กรุ๊ปเองมีโครงการที่ชื่อว่า "Minor University" ที่ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีกับสถาบันการศึกษามากกว่า 100 แห่ง เพื่อรับนักศึกษามาเข้าฝึกงาน อย่างไรก็ดี โครงการนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับนโยบายการขยายสาขาร้านอาหารของกลุ่มบริษัท ที่ไม่ต้องการจะสะดุดกับปัญหาการขาดคน แต่บังเอิญผลงานเกิดไปเข้าตาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงได้รับการชักชวนให้เข้ามาร่วมในโครงการ "ในพระราชดำริ" ซึ่งมีเป้าหมายที่ต่างไป

โดยปริยายในบางกระบวนการของโครงการดังกล่าวทาง ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป มีความจำเป็นต้องดีไซน์ให้แตกต่างไปจากเดิม อย่างเช่น ในวันปฐมนิเทศน์ ที่ได้มีการเชิญผู้ปกครองของเด็กมาร่วมงาน เพื่อมาทำความรู้จักกับเพื่อนพนักงานตลอดจนผู้จัดการสาขา และมีการแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ กระทั่งแลกไลน์ระหว่างกัน ทั้งนี้เพื่อทำให้ผู้ปกครองรวมถึงครูสามารถแน่ใจได้ว่า เด็กได้อยู่ท่ามกลางคนและสภาพแวดล้อมที่น่าไว้วางใจ เป็นต้น

ขณะที่ก่อนเข้าทำงานจริง เด็กๆ จะต้องผ่านกระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพ (เสื้อผ้าหน้าผม กริยามารยาท) ได้รับการอบรมถึงการมีวินัยในการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีทักษะในการบริการ รวมถึงเรื่องของจิตอาสา ฯลฯ โดยทาง ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ได้เตรียมพี่เลี้ยงเพื่อให้คำแนะนำ ดูแล และให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้เด็กๆ ยังจะได้รับรายได้จากการทำงานเฉลี่ย 9,000-11,000 บาท/เดือน ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

และเมื่อทุกอย่างเดินมาถึงจุดหมายปลายทาง ทางไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ยังได้จัดงานมอบใบประกาศนียบัตรให้กับนักศึกษาที่จบหลักสูตรการฝึกงานในโครงการ ในวงเล็บที่ว่า "อย่างโอ่อ่า"

"เราจัดงานเพื่อแสดงถึงการยกย่องและเป็นการยอมรับในตัวของเด็ก เพราะอยากให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเขามีความหมาย"

ปัทมาวลัย บอกว่า การฝึกงานถือเป็นวิธีช่วยพัฒนาเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่เด็กๆ จะได้รับการพัฒนามากที่สุดก็คือ การมีวินัย ซึ่งไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ถ้าหากให้เด็กเรียนเพียงอย่างเดียว

"การปลูกฝังวินัยตั้งแต่ต้นๆ ถ้าเป็นต้นไม้มันจะโตได้อย่างถูกต้อง ขณะที่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เราเชื่อว่าเราเป็นบริษัทที่มีมาตรฐานระดับโลกในเรื่องการปฏิบัติงาน และช่วยสร้างวินัยให้เด็กได้ เช่น เมื่อเราสอนในเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร เขาก็จะมองเห็นว่าความสะอาดคืออะไร สุขอนามัยคืออะไร เพราะการฝึกงานมีการปฏิบัติ มีการตรวจเช็ค และมีการจ้ำจี้จ้ำไช วินัยในที่ทำงานมันมีอะไรที่นอกเหนือจากหลักสูตร แต่เกิดจากการใช้ชีวิต ดังนั้นวินัยจึงไม่ใช่เรื่องของการสั่งสอน และถ้าน้องๆ ทำงานกับเรานานพอจนได้เป็นผู้จัดการร้าน เขาก็จะมีความคาดหวัง และส่งต่อพฤติกรรมแบบนี้ไปให้กับเด็กรุ่นใหม่ "

ที่กล้าฟันธงอย่างนี้ อาจเป็นเพราะไมเนอร์ กรุ๊ปมีปรัชญาที่ยึดถือและปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน ก็คือ "ไมเนอร์สร้างคน คนสร้างชาติ" ซึ่งปัทมาวลัยก็คือ แม่ทัพหลักที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน และไม่ได้เจาะจงเพียงพนักงานของบริษัทเท่านั้น ปรัชญานี้มีขอบเขตที่กว้างไกล และเป็นพิเศษกับกลุ่มนักศึกษา

"เราพยายามเข้าไปช่วยยกระดับฝีมือแรงงานของเด็ก การเสริมสร้างตั้งแต่เขายังเรียนอยู่จะทำให้เขามีอนาคตที่ชัดเจนกว่า ทำให้เด็กมีวัยวุฒิเร็วขึ้น จะสังเกตุเห็นได้ว่าเด็กในซีกโลกตะวันตกเขามีความรับผิดชอบเหตุผลก็เพราะเขาไม่ได้เรียนแล้วค่อยทำงานเหมือนเด็กไทย นอกจากนี้เมื่อเด็กเรียนจบมาสมัครงาน บริษัทก็ไม่ต้องไปสอนกันใหม่ซึ่งถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก"

อย่างไรก็ดี ปรัชญา "ไมเนอร์สร้างคน คนสร้างชาติ" กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในเร็วๆ นี้ เพื่อตอบโจทย์ วิสัยทัศน์ของบริษัทที่มีความต้องการก้าวเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ใหญ่ที่สุดและมีสาขาทั่่วโลก อีกทั้งเพื่อรับการแข่งขันที่ไร้พรมแดน ด้วยการเปิด "ไทยเชฟ อคาเดมี" สอนการประกอบอาหารไทยให้กับผู้สนใจทั่วไป โดยร่วมมือกับทาง "กลุ่มเอส แอนด์ พี"

"ปัจจุบันอาหารไทยประสบความสำเร็จทั่วโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีร้านอาหารไทยบางแบรนด์ในต่างประเทศไม่ได้เป็นของคนไทย กุ๊กก็ไม่ใช่คนไทย การเปิดสถาบันของเรามุ่งเน้นการสอนทำอาหารไทยโดยมีหลักสูตรเปิดสอนในทุกระดับและมีมาตรฐานสากล ที่เมื่อเรียนจบแล้วสามารถทำวีซ่าขอไปทำงานต่างประเทศได้ทันที"

ถามว่าความเป็นไปได้ของความสำเร็จมีมากน้อยเพียงไร ปัทมาวลัย มั่นใจว่า ด้วยหลักสูตรที่มีมาตรฐานและไม่ได้สอนเพียงทักษะการทำอาหารเท่านั้นยังหมายรวมถึงการบริหารจัดการ และความสามารถทางด้านภาษาที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถไปดำรงชีวิตทั่วโลกได้แบบสบายๆ นอกจากนี้ รวมถึงเชฟครัวไทยยังเป็นที่ต้องการในตลาดสูงมาก ตลอดจนทัศนคติของคนไทยก็เปลี่ยนแปลงไป โดยมองว่าเชฟเป็นอาชีพที่ดูดีมีเกียรติ ทำให้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยในเวลานี้ที่ต้องการสร้างอนาคตด้วยอาชีพการเป็นเชฟ

แต่จะสำเร็จหรือไม่สุดท้ายคำตอบอยู่ที่ ความยอมรับของลูกค้า แต่ถ้าต้องการเมคชัวร์กับก้าวสู่การเป็นเชฟมือทอง ไทยเชฟ อคาเดมี ก็คือคำตอบ