วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ส่งออกชี้จำนำหายนะข้าวไทย ฉุดรายได้ทั้งระบบสูญล้านล้าน

(Business Talk) ผู้ส่งออกชี้จำนำหายนะข้าวไทย ฉุดรายได้ทั้งระบบสูญล้านล้าน

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พร้อมกับ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมพูดคุยหลังจากมีการตรวจสอบพบข้าวในโครงการรับจำนำที่ฝากไว้ในโกดังหลายแห่งสูญหาย เสื่อมคุณภาพ เน่า นอกจากสร้างความเสียหายแล้วอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การส่งออกข้าวไทยไปขายยังต่างประเทศหรือไม่ "สต็อกข้าวหายกับความหวังไทยทวงแชมป์ส่งออก” ในรายการ Business talk ออกอากาศทางช่อง NOW 26

น.พ.วรงค์ ในฐานะติดตามตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาตั้งแต่ต้น กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากคณะทหารและผู้ตรวจราชการทุกกระทรวงเข้าตรวจสอบโกดังข้าวเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว เพราะการนำข้าวเสื่อมคุณภาพไปเก็บไว้ในโกดังย่อมเกิดปัญหา และได้แนะวิธีสุ่มตรวจโดยต้องตั้งข้อสังเกตว่าโกดังใดมีข้าวล้มไม่ปกติให้รื้อดู ซึ่งเวลาตรวจให้ดูจากข้างบนลงมาถ้าพบตรงกลางบุ๋มให้สันนิษฐานว่ายัดไส้ เพราะข้าวรับน้ำหนักไม่ได้ แต่ถ้าข้าวกองไม่เรียบร้อยแสดงว่าล้อมกอง

พร้อมฝากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ว่าในกรณีอดีตรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขายข้าวยกกองตามสภาพ ผู้ซื้อมีความเสี่ยงได้ข้าวไม่ได้มาตรฐาน และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นหากขายข้าวรอบใหม่ควรเปลี่ยนข้าวให้ผู้ซื้อเพื่อเรียกความมั่นใจ ส่วนผู้รับผิดชอบกรณีข้าวในโกดังสูญหาย หรือเสื่อมสภาพ น.พ.วรงค์ กล่าวว่า ถ้าตรวจเจอโกดังใดข้าวมีปัญหาผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โรงสี-คนตรวจสอบสภาพข้าว หัวหน้าคลังที่ดูแลโกดัง และเจ้าของโกดังต้องร่วมกันรับผิดชอบ ในส่วนผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การคลังสินค้า และโกดังข้าว ถ้าตรวจแล้วพบโกดังใดมีปัญหาควรแจ้งความดำเนินคดีทันที ซึ่งความหายนะที่เกิดขึ้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะโครงการที่เป็นนโยบายสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ยังนั่งตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) อีกด้วย

ดังนั้นการบริหารข้าวในอนาคตของคสช.ควรวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะสั้นกับระยะยาว ทว่าในระยะยาวจะเป็นไปได้หรือไม่ต้องให้ชาวนารวมกลุ่มขายข้าวเอง โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการตลาด

ด้าน นายชูเกียรติ กล่าวว่า การตรวจสอบดีกว่าไม่มีการตรวจสอบ เพราะจำนวนข้าวในโกดังมีมากราว 33 ล้านตัน การตรวจสอบจะช่วยคัดหาว่าข้าวดีมีอยู่เท่าไรเพื่อการส่งออก และเสื่อมสภาพมีอยู่เท่าไรเพื่อนำไปทำอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค และผู้ซื้อในต่างประเทศ พร้อมกันนี้เขาได้นำเสนอไปยัง คสช.ว่าควรขายข้าวตามมาตรฐานให้ตรงตามสเป็กที่กำหนดเพื่อทำให้ผู้ซื้อมั่นใจ โดยในขณะนี้ไทยยังไม่มีข้าวใหม่ออกมาจึงน่าจะทยอยระบายข้าวเก่าได้ ไม่ต้องรอให้ตรวจสอบข้าวในโกดังจนเสร็จสิ้น เพราะอาจทำให้การขายข้าวเก่าในโกดังล่าช้าไป

ส่วนการดำเนินคดีอาญากับรัฐมนตรีของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศนั้น นายชูเกียรติ มองว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก เพราะถือเป็นคนละส่วน ประเทศไทยจึงสามารถทำการค้าได้ปกติ อย่างไรก็ดีเหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำข้าวมาเก็บเพื่อเรียกร้องราคาไม่สามารถทำได้และทำให้ตลาดหายไปจำนวนมาก เนื่องจากข้าวไม่ใช่น้ำมัน ทองคำ ที่เก็บแล้วไม่เสียหาย ข้าวมีการเสื่อมสภาพอีกทั้งข้าวยังมีสินค้าอื่นที่ทดแทนได้

"การเก็งกำไรโดยวิธีเก็บข้าวเหมือนกับเราไปกางร่มให้กับประเทศอื่น ที่ไม่คิดจะส่งออกแต่พอข้าวราคาดีก็เริ่มส่งออกทำให้เรามีคู่แข่ง ซึ่งเวียดนามก็พัฒนาเรื่องภาคการผลิตได้ดีกว่าเราหลายเท่าตัว ฮ่องกงที่เราเคยเป็นเจ้าตลาด ตอนนี้ก็เสียแชมป์ให้เวียดนามซึ่งจะดึงกลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นความเสียหายทั้งด้านงบประมาณ ด้านตลาดการส่งออก และสูญเสียโอกาสอย่างมาก"

หากดูถึงตัวเลขความเสียหาย นายชูเกียรติ กล่าวว่า จากตัวเลขส่งออก 10 ล้านตันได้รายรับมา 2 แสนล้านบาท หายไปช่วงโครงการรับจำนำส่งออกเหลือ 6 ล้านเศษ รายรับเหลือ 1.2 แสนล้านบาท หายไปอีก 8-9 หมื่นล้านต่อปี มาจากผลพวงโครงการรับจำนำสร้างความเสียหายภาคธุรกิจส่งออกแต่ละปีเกือบแสนล้านบาท แต่ถ้าให้คำนวณค่าเสียหายโดยรวมทั้งหมดแล้ว ตัวเลขก็อาจเฉียดล้านล้านบาทเลยทีเดียว