วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลุ่มปฏิรูปพลังงานชงขึ้นดีเซล1-3บาท

กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน เสนอปรับขึ้นราคาดีเซล แอลพีจี เอ็นจีวี แนะคสช.ทบทวนระบบสัมปทานปิโตรเลียม

นายมนูญ ศิริวรรณ กรรมการกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน กล่าวภายในงานสัมมนา "ปฏิรูปพลังงาน โอกาสและความท้าทายหลังรัฐประหาร" ซึ่งจัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ทางกลุ่มยื่นข้อเสนอถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ให้พิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเสนอให้ลดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์เพื่อให้ราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับลดลงมา

2.ยกเลิกคุมเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เสนอให้ทยอยเพิ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในช่วงที่ราคาในตลาดโลกปรับลดลง แล้วค่อยปรับจากกองทุนมาเป็นภาษีสรรพสามิตในอัตรา 1-3 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเก็บแค่ 0.005 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค 3.ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนและขนส่งให้สะท้อนราคาหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่มีการศึกษาว่าอยู่ที่ 555 ดอลลาร์ต่อตันหลังจากที่โรงแยกก๊าซถูกควบคุมราคาไว้ที่ 333 ดอลลาร์ต่อตันมาตั้งแต่ปี 2547

ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาแอลพีจีจะเป็นการช่วยลดภาระการติดลบของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่า 7,500 ล้านบาท ไม่ใช่ปรับเพื่อเป็นรายได้ให้กับปตท.

นอกจากนี้ทางกลุ่มเสนอให้เรียกเก็บภาษีสำหรับผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้เอ็นจีวีไม่เคยเสียภาษีสรรพสามิตเลย ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้เชื้อเพลิงรายอื่นๆ โดยเห็นว่าผู้ใช้พลังงานทุกคนควรต้องเสียภาษีเท่าเทียมกัน

นับตั้งแต่ปี 2547-2556 ที่ผ่านมานโยบายประชานิยมทางด้านพลังงาน ทำให้ภาคธุรกิจต้องมีส่วนแบกรับภาระร่วมกับผู้บริโภค โดยโรงกลั่นน้ำมันต้องแบกรับภาระจากขายแอลพีจีที่ต่ำกว่าต้นทุนเป็นเงิน 61,650 ล้านบาท ส่วนของโรงแยกก๊าซ ต้องรับภาระรวมเป็นเงิน 190,750 ล้านบาท จากการที่ต้องจำหน่ายแอลพีจีในราคา 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทั้งที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 555 ดอลลาร์ต่อตัน หากรวมภาระของปตท.ที่จำหน่ายเอ็นจีวีต่ำกว่าต้นทุนอีก 95,283 ล้านบาท ก็จะเป็นภาระที่ธุรกิจต้องแบกรับไว้สูงถึง 350,000 ล้านบาท ไม่นับรวมที่รัฐสูญเสียรายได้จากไม่เก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลอีก 330,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการใช้พลังงานที่บิดเบือนไปมาก

ควรหันมาเน้นเรื่องการสร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานเป็นหลัก นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมพลังงานทดแทน พร้อมทำโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดการสร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้จริง

นายมนูญ กล่าวด้วยว่า คสช.ควรต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นทบทวนเรื่องระบบสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนโดยเห็นว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ 3 เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมในปัจจุบัน ที่เป็นแหล่งขนาดเล็ก เป็นพื้นที่เดิมที่เคยเปิดให้สัมปทานไปแล้วแต่มีการคืนพื้นที่กลับมา หากไม่มีการสำรวจพบปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ๆ ใน 10 ปี ข้างหน้าราคาค่าไฟฟ้าของประเทศไทยจะปรับขึ้นจาก 4 บาทต่อหน่วย เป็น 10 บาทต่อหน่วย หรือปรับเพิ่มขึ้นอีก 30%

หากยังไม่สามารถหาแหล่งปิโตรเลียมในไทยมาเพิ่มได้จะทำให้ไทยต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในประเทศแน่นอน เนื่องจากราคาแอลเอ็นจีมีราคาแพงประมาณ 16-17 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ก๊าซฯจากอ่าวไทยอยู่เพียง 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และอนาคตราคาแอลเอ็นจีมีสิทธิ์ขึ้นไปถึง 20 ดอลลาร์ต่อตันได้ เนื่องจากความต้องการแอลเอ็นจีในตลาดโลกมีสูงขึ้น

ด้านนายบรรยง พงษ์พานิช แกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน กล่าวว่า พลังงานเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ หากรัฐได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความจริงและนำไปปฏิบัติจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อประเทศ โดยมองว่าระบบแบ่งปันผลผลิต หากรัฐไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้มากกว่าเอกชน และไม่ได้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสจะทำให้มีปัญหาอย่างมาก เพราะระบบนี้ จะต้องไปเจรจากับเอกชนแต่ละรายในแต่ละแหล่งที่ยากต่อการกำกับดูแล