คณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวรัฐ เดินหน้าสอบโกดัง พบข้าวหาย-เสื่อมคุณภาพบางแห่งกลายเป็นกองดิน
คณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐบาล หลายชุดยังคงเดินหน้าตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวในโกดังต่อเนื่องในพื้นที่ 3 จังหวัดวานนี้ (10ก.ค.) คือ จังหวัดพิจิตร นครศรีธรรมราช และบุรีรัมย์
นายปิ่นชัย ปิ่นแก้ว ผู้ตรวจราชการการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบฯ ชุดที่84 พร้อมด้วยคณะ ตรวจไซโลที่ 6 และไซโลที่ 9 เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าข้าวในไซโลที่ 6 บริษัทเคทีบีอะโกร ที่อ.บางมูลนาก ซึ่งแจ้งข้าวในบัญชี 11,980 ตัน แต่จากการตรวจพบมีปริมาณข้าวเหลือ 8,603 ตัน หายจากบัญชีไป 3,377 ตัน ส่วนไซโลที่ 9 แจ้งไว้ 12,000 ตันข้าวขาดหายไป522 ตัน รวมข้าวหาย 3,899 ตัน
ขณะที่วานนี้(10ก.ค.) ได้ตรวจไซโลที่ 11 บริษัทเคทีบีอะโกร ซึ่งมีการแจ้งข้าวในบัญชีไว้ 11,998 ตัน ปรากฏว่าปริมาณข้าวหายไป 7,144ตัน ส่วนไซโลที่ 10 แจ้งไว้ 11,965 ตัน จากการตรวจสอบพบมีข้าวเกินอยู่ 145 ตัน แต่คุณภาพไม่ได้ เพราะไม่ใช่ข้าว 5%
สำหรับปริมาณจากการตรวจสอบของคณะทำงานในไซโลที่ 2 ,3, 4,5,6,9,10,11,17,18,19,21 รวม 12 ไซโล มีปริมาณข้าวที่ขาดหายไม่ตรงกับบัญชีที่แจ้งไว้ 44,849 ตัน ยังเหลืออีก 5 ไซโล เจ้าหน้าที่คาดจะมีปริมาณข้าวขาดหายเพิ่มอีก
นายปิ่นชัย กล่าวว่าการทำงานของอคส. ก่อนที่จะนำข้าวเข้าไซโล ไม่มีการนับหรือดูแลให้ครบจำนวน เป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจ ส่วนเจ้าหน้าที่เซอร์เวเยอร์ ที่ดูแลรับผิดชอบข้าวก็ไม่ได้ตรวจคุณภาพข้าวก่อนนำข้าวเข้าคลัง จึงได้ให้อคส.แจ้งความกับตำรวจ สภ.บางมูลนาก เพื่อดำเนินคดี
นครศรีฯใช้โกดังถูกแบงก์ยึดเก็บข้าว
ส่วนที่จังนครศรีธรรมราช นางอรวรรณ ขุมทรัพย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบฯ ชุดที่ 99ได้เข้าตรวจสอบคลังสินค้า “ยิ่งยศลอยชูศักดิ์” ที่ อ.เมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในโกดังข้าวระบุว่ามีข้าวสารกว่า 15,565 กระสอบ หรือกว่า 1,500 ตัน แต่ได้รับความเสียทั้งหมด เมื่อคณะทำงาน ตรวจสอบพบว่าโกดังแห่งนี้ถูกสถาบันการเงินเข้ายึดทรัพย์และปิดป้ายขายทอดตลาด
เมื่อเปิดประตูโกดังเข้าไปพบว่า ไม่สามารถเข้าตรวจนับได้เนื่องจาก สภาพความเสียหายกองข้าวได้ทรุดตัว และเริ่มพังถล่ม ขณะที่กระสอบข้าวมีเสื่อมสภาพไม่สามารถใช้การได้ จากการเก็บตัวอย่างพบว่าข้าวมีสีเข้มมีเป็นฝุ่นผง
ขณะที่เจ้าหน้าที่อคส.พยายามอธิบายกับนางอรวรรณว่า สาเหตุที่ข้าวเสียหายเกิดขึ้นจากน้ำท่วม ทำให้โกดังเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้ข้าวที่ถูกเก็บอยู่ภายในเสียหาย
พบข้าวเน่าเป็นกองดินอคส.อ้างน้ำท่วม
นอกจากนี้ คณะทำงานฯยังเข้าตรวจสอบคลังสินค้าโกศลตระกูลเมฆี ซึ่งมีข้าวสารตามบัญชีรวม 6,179 กระสอบหรือ กว่า 781 ตัน พบว่าประตูทางเข้าเต็มไปด้วยวัชพืช รอบโกดังเจ้าของได้ปลูกปาล์มน้ำมัน เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในพบว่า ข้าวสารที่ถูกระบุว่ามีถึง 781 ตัน อยู่ในสภาพเป็นดินคล้ายกองปุ๋ยอินทรีย์ กระสอบเปื่อยยุ่ยหมดสภาพ
นางอรวรรณ กล่าวว่า ข้าวสาร 781 ตัน จะเหลือซากเพียงเท่าที่พบเห็น แต่เจ้าหน้าที่รับผิดชอบพยายามชี้แจงสาเหตุว่าเป็นเพราะน้ำท่วมเมื่อปี 2553 แต่ได้ระบายข้าวส่วนที่ดีออกไปหมดแล้ว คงเหลือข้าวที่เสื่อมสภาพเก็บไว้ภายในตามบัญชี 6,179 กระสอบ โดยคณะทำงานชุดดังกล่าวจะเข้าตรวจสอบโกดังข้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตั้งแต่วันนี้ (11 ก.ค.) ถึงวันที่ 12 ก.ค.นี้ เพื่อตรวจโกดังข้าวที่เหลืออีก 20 แห่ง
พบข้าวกำลังขนย้ายส่งออกเสื่อมสภาพพุ่ง
นายพงษ์ชัย เกษมทวีศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานฯ ชุดที่ 41 พร้อม พ.อ.จิรเดช เหมะลินรองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น รองประธานคณะทำงานตรวจสอบฯ เข้าตรวจสอบโกดังข้าวที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ซึ่งเป็นโกดัง ที่กำลังมีการขนย้ายข้าวสารชนิด “ปลายข้าวหอมมะลิ (เอวันเลิศ)” เพื่อส่งออก จากการตรวจสอบพบว่าข้าวที่กำลังตรวจนับเพื่อขนย้ายส่งมอบให้บริษัทเอกชน เหลืองมีสภาพเสื่อมสภาพไม่ผ่านเกณฑ์การส่งออก ถึง 7,039 กระสอบ มีการขนย้ายไปแล้วกว่า 12,000 กระสอบ
พาณิชย์เดินหน้าระบายข้าวไม่รอผลสอบ
นางดวงพร รอดพยาธิ์ รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงแผนการระบายสต็อกข้าวรัฐบาล 18 ล้านตัน จะไม่รอการตรวจสอบด้านปริมาณและคุณภาพเสร็จก่อน เริ่มทยอยเปิดระบายตั้งแต่เดือนส.ค.นี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม อยู่ช่วงรอยต่อของข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ ทำให้ตลาดขณะนี้มีข้าวเหลือไม่มาก วิธีการระบายจะมี 4 วิธี เช่น การเปิดประมูลทั่วไป การระบายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟท)การขายผ่านรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และการขายตรง โดยจะเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันนี้ (11 ก.ค.)
แม้ว่าจะมีการระบายผ่านวิธีดังกล่าว ยืนยันว่าการเปิดระบายตามนโยบายของคสช. จะทำอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะมีการปรับเงื่อนไขในทีโออาร์การระบายทุกรูปแบบที่เปิดกว้าง ให้ทุกสาขาอาชีพสามารถซื้อข้าวสารสต็อกรัฐบาลได้ เพราะข้าวในสต็อกรัฐบาลมีหลายคุณภาพ
“ยืนยันว่าการระบายจะโปร่งใส ไม่ต้องมาทอนตังค์กัน ผู้ซื้อเสนอราคาเข้ามาได้เต็มที่ จะขายตามมาตรฐานข้าว หากประมูลหรือซื้อไปแล้วเมื่อรับมอบ พบว่าข้าวบางส่วนไม่ได้คุณภาพ อาจต่อรองที่จะลดราคาลงได้” นางดวงพร กล่าว
คาดเริ่มระบายเดือนละ5-6แสนตัน
เบื้องต้นคาดจะระบายได้เดือนละ 5-6 แสนตัน แต่ยืนยันว่าไม่เร่งการระบายจำนวนมากๆ เพราะรัฐไม่มีแรงกดดันที่จะต้องเร่งระบายเหมือนกับอดีต ที่ต้องเร่งระบายเพื่อหาเงินจ่ายชาวนา คสช.ได้สั่งไว้ว่าการระบายข้าวต้องไม่กระทบกับราคาตลาด โดยสต็อกข้าวปริมาณ 18 ล้านตันน่าจะใช้ เวลา 3 ปีถึงระบายออกหมด
“กรมก็จะทำงานกับภาคเอกชนมากขึ้น ในการขายข้าว คือจะไม่แย่งตลาดกัน และเชื่อว่าการส่งออกข้าวปีนี้ ไทยจะสามารถส่งออกได้ถึง10 ล้านตันแน่นอน”นางดวงพร กล่าว
สำหรับ แนวโน้มสถานการณ์ข้าวครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะเป็นโอกาสในการขายข้าวของไทย เพราะปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกจะน่าจะลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ น่าจะทำให้ต่างประเทศเข้ามาซื้อข้าวไทยเพิ่ม ส่วนสัญญาข้าวจีทูจีที่ไทยทำสัญญาไว้กับจีน 1 ล้าน และส่งมอบไปแล้วก่อนหน้านี้ 1 แสนตัน ก็ยังดำเนินการอยู่ และอาจมีการเจรจาขายข้าวเพิ่มเติม รวมถึงประเทศอื่นเช่นตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน แอฟริกา “ส่วนการขายจีทูจี จะขายแบบหน้าคลังหรือไม่นั้น ยืนยันการขายแบบหน้าคลังสามารถทำได้ แต่ข้าวต้องส่งออก ” นางดวงพร กล่าว
เอกชนหนุนระบายข้าวช่วงนี้
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์จะระบายออกมาช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากข้าวนาปรังไม่ค่อยทยอยออกสู่ตลาดแล้ว โดยวิธีการระบายจะระบายรูปแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลทั้งราคาและบริษัทที่ได้และยิ่งรัฐรับประกันคุณภาพว่าหากข้าวคุณภาพไม่ดีก็สามารถต่อรองราคาลงได้ ยิ่งช่วยเอกชนมั่นใจที่จะเสนอราคาสูงในการซื้อข้าวสต็อกรัฐ








