เงินบาทแข็งค่าเกือบตลอดสัปดาห์ ขณะที่หุ้นไทยขยับขึ้น โดยมีแรงซื้อจากต่างชาติ
เงินบาทแข็งค่าเกือบตลอดสัปดาห์ ขณะที่หุ้นไทยขยับขึ้น โดยมีแรงซื้อจากต่างชาติ
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยสภาพคล่องทยอยไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์หลังสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารด้วย ขณะที่ตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันศุกร์หน้า เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะทรงตัวอย่างต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.22% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 3.16% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาแข็งแกร่งเกินคาด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.64% ในวันพฤหัสบดี ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.53% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ จากการซื้อพันธบัตรของเฟด แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจทั้งข้อมูลภาคการผลิต และการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อนึ่ง ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ สอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน ภายหลังจากดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมิ.ย.ของจีน และสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เงินบาทขยับอ่อนค่าช่วงสั้นๆ ในระหว่างสัปดาห์ ตามแรงขายทำกำไร สวนทางกับเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นหลังมีการเปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ
ในวันศุกร์ (4 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.37 เทียบกับระดับ 32.46 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 มิ.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (7-11 ก.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาความคืบหน้าในประเด็นเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ข้อมูลเงินเฟ้อและการส่งออกเดือนมิ.ย. ของจีน และถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่เฟดในระหว่างสัปดาห์ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17-18 มิ.ย. ตัวเลขสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนพ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ อนึ่ง ตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 11 ก.ค. เนื่องในวันอาสาฬหบูชา
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรกลับมาอ่อนค่าลง หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากดัชนี PMI เขตชิคาโกที่น่าผิดหวัง กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายเงินดอลลาร์ฯ ออกมา อย่างไรก็ดี เงินยูโรต้องล้างช่วงบวกลงทั้งหมด และกลับมาอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยถูกกดดันจากคำกล่าวที่สะท้อนความวิตกเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินยูโร และสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ กลับมาได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือนมิ.ย. ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด (อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตรและข้อมูล PMI ภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด และอัตราการว่างงานที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี) ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง
เงินเยนแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยเงินเยนถูกกดดันจากกระแสความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ทยอยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สดใส โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และอัตราการว่างงานที่ลดต่ำลง ที่กระตุ้นให้นักลงทุนบางส่วนคาดการณ์ถึงจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า
ในวันศุกร์ (4 ก.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3587 เทียบกับ 1.3647 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 มิ.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.06 เทียบกับ 101.36 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของจีนและสหรัฐฯ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,495.83 จุด เพิ่มขึ้น 0.85% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 15.48% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 41,900.78 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 521.07 จุด เพิ่มขึ้น 3.25% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวช้า (Laggard Stocks)ในช่วงที่ผ่านมา เช่น กลุ่มธนาคารและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับซื้อหุ้นไทยสุทธิในสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นหลังจากการรายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจในจีน และสหรัฐฯออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลง จากแรงขายทำกำไร ขณะที่ตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันศุกร์หน้าเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ทั้งนี้ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และบันทึกการประชุมเฟด โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,486 และ 1,475 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,523 และ 1,536 จุด ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ หลังการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดที่ 17,068.26 จุด เพิ่มขึ้น 1.28% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนี DJIA ปรับลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ จากแรงขายทำกำไรก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลภาคการผลิต และการจ้างงานของสหรัฐฯที่ออกมาแข็งแกร่ง อนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯจะปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนที่ออกมาดี โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 15,437.13 จุด เพิ่มขึ้น 2.27% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นโดยได้แรงหนุนจากการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window Dressing) การรายงานข้อมูลภาคการผลิตที่สดใสของจีน รวมทั้ง ข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ไว้ของสหรัฐฯ






