วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาแสดงบท'ผู้นำ' ดิฐวัฒน์ อิสสระ

การเป็นผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองและ ต้องทำงานกับคนเก่ง

ในเมื่อกฏเหล็กของการขึ้นเป็น "เบอร์หนึ่ง" ขององค์กรมักจะพูดถึงเรื่องของคนดีมีฝีมือมากความสามารถ ดังนั้นจึงไม่ควรมีทางลัดแม้กระทั่งผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "ทายาทธุรกิจ"

"ดิฐวัฒน์ อิสสระ" หรือ "ปลาทู" เองก็คิดอย่างนั้น และยอมรับว่า เรื่องราวที่ก้องอยู่ในหัวของเขาเมื่อครั้งที่เพิ่งจบการศึกษาที่ประเทศอังกฤษและกำลังจะกลับประเทศไทย ก็คือ ตัวเองมีคุณสมบัติที่เพียงพอหรือไม่หากต้องการทำงานใน "บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์" ของครอบครัว เนื่องจากเขาเรียนจบมาทางด้าน "โปรดักส์ ดีไซน์" ไม่ได้เรียนด้าน "วิศวะ" อันเป็นศาสตร์สายตรง

เมื่อเป็นเช่นนั้น ปลาทู จึงเริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้บริหารฝึกหัด (Executive Trainee) เพื่อสร้างความรอบรู้ เกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างรอบด้าน ซึ่งปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการสายงานครีเอทีฟ รวมไปถึงงานขายและการตลาดของ บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์

"โชคดีที่ผมมีทีมซัพพอร์ต ไม่ได้ทำอะไรคนเดียว ผมมีพี่เลี้ยงเยอะ ซึ่งเขาก็เห็นเรามาตั้งแต่เล็กและพร้อมจะดูแล พร้อมที่จะสอนเราเต็มที่แบบไม่มีกั๊ก ซึ่งรับรู้ได้ตั้งแต่ทีเราเข้ามาทำงานใหม่ๆ พวกเขาจะคอย ให้ข้อมูลคอยซักถามว่าเราคิดเห็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากเขาจะตัดทิ้งไปไม่ถามเลยก็ได้"

ปลาทูมองว่า เวลานี้ชีวิตการทำงานของเขาถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้น และคงต้องอาศัยระยะเวลาเรียนรู้ทั้งจากบิดา (สงกรานต์ อิสระ) ตลอดจนทีมงานซึ่งมีความเชี่ยวชาญในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อีกพอสมควร

และสิ่งที่เขาควรตระหนักก็คือ ต้องไม่พยายามแสดงถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงและมีความมั่นใจเกินขอบเขตโดยไม่คิดจะฟังใคร ไม่เช่นนั้น เหล่าบรรดาพี่เลี้ยงอาจจะเอือมระอาไม่รัก ไม่เอ็นดู ไม่อยากจะสอนงาน ทั้งอาจจะทำตัวต่อต้าน

อย่างไรก็ดี ระดับความผู้นำของปลาทูในวันนี้ก็ได้ถูกปรับขยับขึ้น ด้วยได้รับความไว้วางใจให้นั่งในตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการ" ของ "บริษัท อิสสระยูไนเต็ด จำกัด" ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ กับ บมจ.สหพัฒนพิบูลย์ และ บมจ.ไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล

"ความเป็นจริงผมอยากได้ตำแหน่งนี้มากแต่ก็ไม่ได้ออกตัวเพราะมันไม่ใช่สไตล์ เพราะผมอยากได้มาจากความเชื่อและความไว้วางใจจริงๆ ซึ่งตอนที่มีการพูดกันถึงเรื่องการเซ็ทอัพบริษัท และต้องแต่งตั้งเอ็มดี พอผู้ใหญ่หันหน้ามาทางผมๆ เลยรีบพยักหน้าตอบรับ แต่ก็แอบเป็นห่วง แอบเครียดเหมือนกันว่าเราพร้อมกับตำแหน่งที่ได้รับมาจริงหรือเปล่า"

ซึ่งก็มีคำพูดของพี่เลี้ยงคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเซียนตลาดอสังหาฯย่านชะอำและหัวหินที่ว่า "มันถึงเวลา" ตลอดจนท่าทีที่ชี้ให้เห็นว่าเขานั้นจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ได้ช่วยเติมเต็มความมั่นใจให้กับเขา

ปลาทูเริ่มต้นบทบาทของเอ็มดี ด้วยโครงการบ้านทิวทะเล เฟส 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งถือได้ว่าสร้างความสำเร็จได้อย่างงดงามชนิดเหนือความคาดหมาย เนื่องจากทุกโครงการของบริษัทจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องการยอดจอง 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วงลอนซ์สู่ตลาด อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างก่อสร้าง และที่เหลือต้องเกิดภายหลังเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว

"แต่โครงการนี้เราขายได้ 60 เปอร์เซ็นต์ทันทีที่เราลอนซ์ ผมแฮบปี้มาก แต่ก็เตือนตัวเองว่าโครงการหลังๆ คงทำไม่ได้ดีเท่านี้ คือต้องดูเป้าหมายที่วางไว้และต้องไม่เอาโครงการอื่นๆมาเปรียบเทียบกับโครงการที่เราทำได้ดีเกิดคาด ไม่เช่นนั้นทีมของเราอาจเสียใจและใจฝ่อ"

อะไรคือคีย์ซัคเซส ของผลงานที่ถือว่าเป็นก้าวแรก

"ผมโชคดี และตลาดในเวลานั้นก็ดี อีกทั้งมันเป็นครั้งแรกผมจึงตั้งใจทำอย่างเต็มที่ วิเคราะห์ตลาดค่อนข้างละเอียดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ซึ่งจุดเด่นของเราก็คือการวางเลย์เอาต์ในแต่ละยูนิตค่อนข้างลงตัว ดีไซน์สวย ให้ความรู้สึกที่คุ้มค่า สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีเยอะเพราะเรารู้ว่าคนไทยไม่ชอบแดด สังเกตุได้ไม่ยากคนไทยเวลาไปทะเลก็เอาผ้าคลุมตัวซะมิด หรือครีมที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะมีแต่ไวท์เทนนิ่ง เราเลยมีบีซคลับที่เป็นร่มตั้งอยู่ใกล้ทะเล ใกล้สระน้ำ ให้คนใช้ชีวิตนอกห้องได้ทั้งวัน"

ปลาทูมองว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีมภายในองค์กร ตลอดจนต้องมีการส่งต่องาน (Outsourcing)ไปให้กับคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ เขาเลือกใช้บริการงานออกแบบของ "ดวงฤทธิ์ บุนนาค" สถาปนิกชื่อดัง และยังมอบงานด้านก่อสร้างให้กับ "อิตาเลียนไทย"

"เพราะมันเป็นโครงการแรกของผมอย่างน้อยต้องมีอะไรมาค้ำประกันถึงความสำเร็จ ผมมองถึงการเลือกคนที่ดีที่สุดมาช่วยทำงาน ไม่ว่างานด้านสถาปัตย์ หรือผู้รับเหมาอย่างอิตาเลียนไทย ที่เขามี ประสบการณ์การก่อสร้างและแรงงานมายาวนาน เขาใช้แรงงานถูกกฏหมายทั้งหมดเลยทำให้งานก่อสร้างไม่ล่าช้า"

ความสำเร็จของทิวทะเล เฟสแรกสร้างความดีใจให้กับปลาทูเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด และไม่คิดว่าจะมีโครงการใดที่ทำได้ดีมากไปกว่า นอกจากนั้นมันยังเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าเขาเดินมาถูกทาง

"ทั้งๆ ที่ในวันเปิดตัวผมโคตรกลัวเลย กลัวว่าจะขายไม่ออก ตำแหน่งเป็นเอ็มดีนั้นคงเปรียบเหมือนหัวหน้าวงออร์เคสตร้า เราต้องฟังทีมงานทุกคนเพื่อมาหาข้อสรุปสุดท้ายให้เจอ แต่ถ้าทำเสร็จแล้วขายไม่ได้ผมคงต้องย้อนกลับมาดูว่ามีอะไรที่เราทำผิดไป"

เมื่อเดินได้ก้าวแรกแถมยังเป็นก้าวที่ดีแบบนี้ ย่อมหมายถึงโอกาสของก้าวต่อๆ ไป ซึ่งแม้ว่าโครงการทิวทะเลเฟสสองจะไม่อาจทุบสถิติยอดจองของเฟสแรกลงได้ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงมันเป็นย่างก้าวที่แสนธรรมดา เพราะทิวทะเล เฟสสอง ได้รับสองรางวัลใหญ่ระดับนานาชาติ นั่นคือ Best Condominium Thailand และ Best Leisure Development Thailand จาก International Property Awards แต่เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าเพราะทิวทะเล เฟสสามที่เกิดขึ้นติดตามมา อาจสามารถสร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์เนื่องจากเป็นเมกะโปรเจ็คที่แปลกแตกต่างไม่ซ้ำใครและชวนให้ติดตาม

ถามว่าระหว่างทางที่ผ่านมา อะไรคือปัญหาและความท้าทายของผู้นำมือใหม่อย่างเขา คำตอบก็คือ ปัญหานั้นเกิดขึ้นทุกวันและไม่ใช่เรื่องที่ซ้ำกันเลย

"แต่เมื่อเกิดเรื่องก็จะเป็นบทเรียนให้เราต้องระวัง ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ เพราะแม้แต่คุณพ่อของผม หรือพี่ๆ ทีมงานที่มีประสบการณ์มาร่วม 20-30 ปีแล้วเขาก็ยังเจอปัญหาใหม่ ๆ เหมือนกัน ..มันหลีกเลี่ยงไม่ได้"

ยิ่งพบเจอปัญหายิ่งสร้างความแข็งแกร่ง ยิ่งได้ลงมือทำยิ่งล่วงรู้ถึงคำว่า "ใช่" ปลาทูบอกว่า เมื่อเดินมาถึงก้าวนี้ทำให้เขาได้ข้อสรุปของชีวิตหลังจากเผชิญความไม่แน่ใจอยู่นานหลายปี นั่นคือ ความรู้สึกนึกรักงานที่ทำ เพราะมองเห็นแล้วว่าที่สุดมันเชื่อมโยงกับความรู้ด้านดีไซน์ที่ร่ำเรียนมาอย่างไม่น่าเชื่อ

"ในงานดีไซน์ ไม่ว่าเราจะออกแบบโต๊ะหรืออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องมีโจทย์ ตั้งงบประมาณ กำหนดกลุ่มลูกค้า รวมถึงเทคนิค ขั้นตอนว่าต้องทำอย่างไร เช่นเดียวกับธุรกิจ ข้อดีของการที่ผมเรียนดีไซน์มาก็คือ ผมจะเข้าใจแบบของโครงการได้ค่อนข้างเร็ว และผมยังโชคดีที่ไปเรียนวิศวะมาเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้ผมได้วิธีคิดและวิธีคุยกับพวกวิศวะ รวมถึงฝ่ายการเงินด้วย"

ภายหลังจากที่ได้ทบทวนความคิดกลับไปกลับมา ปลาทูยังพบว่าการเป็นผู้นำ ไม่ได้หมายถึงการดุ่มๆ ทำอะไรเพียงลำพัง แม้จะเป็นเอ็มดีมือใหม่แต่เขามีทีมงานที่มากประสบการณ์มาช่วยคิดช่วยทำ มิหนำซ้ำยังมีพ่อซึ่งปลาทูบอกว่า แม้ว่ายังคอยทำงานประกบเขาอยู่แต่ทุกวันนี้ท่านก็เริ่มปล่อยมือมากขึ้น

"การเป็นผู้นำที่ดี อาจไม่ต้องเก่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง ที่มากไปกว่าก็คือ ต้องทำงานกับคนเก่งๆ ให้เขามาช่วยกันคิด"

ผู้นำในแบบของเขาไม่มุ่งในเรื่อง "วันแมนโชว์" แต่เป็น "ทีมเวิร์ค"