โบรกฯ ประเมินหุ้นไทยเสี่ยงปรับฐาน รายย่อย-ต่างชาติเดินหน้าซื้อต่อเนื่อง เหตุราคาหุ้นถูกกว่าภูมิภาค
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคที ซีมิโก้ เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นยังอยู่ในแดนบวก แม้จะยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อน ยกลุ่มธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก โดยมองว่าไม่น่าจะเกิดจากแรงเข้ามาเก็งกำไรช่วงใกล้ การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 แต่น่าจะเป็นเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาขับเคลื่อนมากกว่า
ในระยะต่อไป มองว่า ดัชนีหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยจะมาจากแรงผลักดันการประกาศแผนเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาต่อเนื่อง รวมไปถึงการเข้ามาเก็งกำไร ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 โดยแนะนำนักลงทุนทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจในประเทศ
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพของตลาดหุ้นไตรมาส 3 มีแนวโน้มยังดีอยู่ แต่มองอัพไซด์ด้านบนเริ่มจำกัด แม้ดัชนีมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือ 1,500 จุดได้ แต่ต้องเผชิญกับแรงขายทำกำไร
"ดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวยืนเหนือ 1,500 จุดได้ แต่มีความเสี่ยงอาจเจอแรงขายทำกำไร ผลจากการปรับขึ้นของดัชนีอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่ได้ปรับตัวลดลงมากจนน่ากังวล"
เขากล่าวว่า ภาพของตลาดหุ้นไตรมาส 3 มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนน่าจะมีทิศทางดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ผลจากปัญหาการเมืองที่คลี่คลาย และงบประมาณต่างๆ เบิกจ่ายออกมาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้การเติบโตจีดีพีในปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น เชื่อว่าเมื่อผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ออกมา จะทำให้บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง ปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน และเป้าดัชนีหุ้นใหม่ เพื่อสะท้อนภาพของการฟื้นมากกว่าเดิม
ส่วน บล.กสิกรไทย อยู่ระหว่างการทบทวนการปรับประมาณการดัชนีหุ้นใหม่ จากเดิม 1,480 จุด และมีทิศทางเพิ่มขึ้น แต่ต้องรอดูผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 อีกครั้ง สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ในต่างประเทศ คือ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ที่หลายฝ่ายคาดหวังจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาจไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาในระยะสั้น ส่งผลต่อเม็ดเงินทุนต่างชาติ อาจชะลอการไหลเข้าไทย
ส่วนปัจจัยภายในต้องติดตามแผนเศรษฐกิจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสร้างความคึกคักให้กับพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ซึ่งคำแนะนำการลงทุนนั้น ให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อดัชนีปรับตัวในระดับ 1,475 จุด เป็นแนวรับที่สำคัญ ทยอยซื้อหุ้นที่อยู่ในธีมการลงทุนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของประเทศ ทั้งในกลุ่มบ้านและที่ดิน กลุ่มธนาคารรวมไปถึงกลุ่มการบริโภคในประเทศ
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไตรมาส 3 มีโอกาสปรับฐานค่อนข้างสูง เพราะที่ผ่านมานักลงทุนในประเทศเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องลดลง และน่าจะมีการเทขายหุ้นออกมาเพื่อปรับลดสมดุลพอร์ตลงทุน ภาพตลาดหุ้นไตรมาส 3 คาดจะกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้นหลังผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือน พ.ค.-มิ.ย.
"คาดว่าการปรับตัวขึ้นของดัชนีอย่างรวดเร็ว หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะไม่เกิดขึ้นอีก จนกว่าจะมีความชัดเจนในแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายด้านพลังงาน และการสื่อสาร รวมไปถึงการปรับเพิ่มกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน"
ส่วนปัจจัยต่างประเทศส่วนใหญ่ จะมีปัจจัยบวกเข้ามาผลักดัน ทั้งการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนเป้าหมายดัชนีหุ้นยังคงไว้ที่ 1,500 จุด เช่นเดิม ซึ่งสูงกว่าระดับการประมาณการเดิมที่ 1452 จุด ซึ่งดัชนีในระดับปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานการ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งดัชนี 1,500 จุด จะสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2558
ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส มองสวนทางว่า ตลาดหุ้นไตรมาส 3 มีโอกาสจะปรับขึ้นมากกว่าปรับตัวลดลง และจะปรับตัวทะลุ 1,500 จุดได้ หากเทียบกับกลุ่มทิป (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) รวมถึงภูมิภาคอาเซียน เรามีแวลูเอชั่น ที่ถูกมาก จึงประเมินว่า เม็ดเงินต่างชาติน่าจะไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในไตรมาสนี้
"ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นขนาดเล็กมาโดยตลาด เห็นได้จากดัชนีหุ้นตลาดเอ็มเอไอที่ปรับขึ้นมากกว่า 40% แต่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมา 15% หุ้นขนาดใหญ่ยังมีระดับราคาถูก และสามารถขับเคลื่อนตลาดได้ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นพลังงาน และธนาคาร ที่ปรับตัวขึ้นน้อยมาก หากถามถึงความสนใจต่างชาติกับหุ้นไทย ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง แต่จะเลือกลงทุนเป็นรายตัว ทั้งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แต่เขาจะรอเข้าซื้อเมื่อดัชนีปรับตัวลดลง"
บล. ซีแอลเอสไอ จะนำบริษัทจดทะเบียนไทย จะนำบริษัทจดทะเบียนไปโรดโชว์ในประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ ในช่วงเดือนนี้ โดยสิ่งที่จะนำเสนอกับนักลงทุนต่างชาติ คือ การขับเคลื่อนนโยบายในประเทศ และหุ้นที่ได้รับอานิสงส์การลงทุนภาครัฐบาล รวมถึงหุ้นที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย









