วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงปม'แรงงาน'ปัจจัยเสี่ยงศก.

กนง.ชี้กระทบผลิตอุตฯ-บัญชีค้ามนุษย์ฉุดส่งออก ชง'บีโอไอ'ต่ออายุผ่อนผันใช้แรงงานต่างด้าว

กนง.จับตาผลกระทบปัญหาแรงงาน 'ต่างด้าว-บัญชีค้ามนุษย์' ชี้เป็นเป็นความเสี่ยงต้องติดตามใกล้ชิด หวั่นกระทบภาคอุตสาหกรรม-ส่งออก ด้านภาคเอกชนตั้งทีมทำงานศึกษาผลกระทบ เตรียมเสนอประชุมกรอ.นัดแรก 16 ก.ค.นี้ เสนอ'บีโอไอ'ต่ออายุใช้แรงงานต่างด้าวที่จะสิ้นสุดปีนี้ ขณะเดียวกันเตรียมเดินทางพบธุรกิจสหรัฐ ชี้แจงความเข้าใจ เชื่อปีหน้าอันดับบัญชีค้ามนุษย์ขยับขึ้น

ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการขึ้นบัญชีการค้าของมนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ สร้างความกังวลให้กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในประเทศและภาคการส่งออกของไทย

ในรายงานการประชุมกนง. ฉบับย่อวานนี้ (2 ก.ค.) เป็นรายงานผลการประชุมกนง.เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.00% และประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังฟื้นตัว จากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายและนโยบายด้านการคลังของประเทศกลับมามีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามาบริหารประเทศ

แต่รายงานกนง.ในครั้งนี้ แตกต่างจากการแถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. คือ มีประเด็นเรื่องแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยคณะกรรมการ"บางท่าน"เห็นว่าเป็น "ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม"

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยรายงานค้ามนุษย์ประจำปี 2557 จัดให้ไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ 3 เพราะไม่ได้ปฏิบัติอย่างเต็มเพื่อให้ได้มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับขจัดการค้ามนุษย์ โดยรัฐบาลสหรัฐอาจตัดสินใจคว่ำบาตรไทยหรือไม่ ภายใน 90 วัน

กนง.ระบุในรายงานว่า "กนง.บางท่านมีความเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1. การเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างด้าว อาจทำให้ตลาดแรงงานไทยตึงตัวมากขึ้น และอาจกดดันให้ค่าแรงปรับสูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาแรงงานต่างด้าว มีส่วนช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเกษตร ภาคการประมง รวมทั้งภาคบริการ เป็นต้น 2. คือ ความเสี่ยงที่รัฐบาลบางประเทศ อาจมีมาตรการกีดกันทางการค้า โดยอ้างอิงถึงแนวนโยบายภายในประเทศของไทย เช่น นโยบายแรงงาน เป็นต้น จนอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ และ 3. ประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะมีผลต่อเม็ดเงินของภาครัฐที่จะไหลเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจ"

แต่กนง.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2557 และปี 2558 จะขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อนที่ 1.5% และ 5.5% ตามลำดับ ซึ่งจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่สามารถดำเนินการได้มากขึ้น ประกอบกับอุปสงค์ภาคเอกชน มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น

เสนอบีโอไอต่ออายุใช้แรงงานต่างด้าว

ด้านนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่าภาคเอกชนเตรียมเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้แก้ไขกฎระเบียบบีโอไอ ในประเด็นที่ห้ามโรงงานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนใช้แรงงานต่างด้าวในระดับแรงงานไร้ฝีมือ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาภาพธุรกิจไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ดังนั้นบีโอไอจึงได้เปิดช่องให้มีการผ่อนผันใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ผ่อนผันไปแล้ว 2 ครั้ง และจะหมดอายุในปี 2557

ทั้งนี้ บีโอไอได้มีแผนที่จะลดการใช้แรงงานต่างด้าวปีละ 25% แต่ปรากฏว่าแผนที่วางไว้ล้มเหลว ทำให้มีโรงงานที่ใช้แรงงานต่างด้าวสูงถึงกว่า 700 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีประมาณ 101 แห่ง ซึ่งทางภาคเอกชนก็แปลกใจในตัวเลขของบีโอไอที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะต้องลงไปตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง

เผยแรงงานไทยไม่พอป้อนภาคอุตฯ

แต่อย่างไรก็ตามมองว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ในขณะที่แรงงานไทยก็มีไม่เพียงพอที่จะป้อนภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว

“ในความเป็นจริงผู้ประกอบการส่วนมากไม่อยากใช้แรงงานต่างด้าว เพราะมีต้นทุนสูงกว่าแรงงานไทย เนื่องจากต้องจ่ายค่าจ้างในอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ต้องจ่ายเงินประกันสังคม และที่สำคัญ จะต้องจ่ายค่านายหน้าจัดหางาน คำดำเนินงานต่างๆ และจะต้องมีบ้านพักให้ แต่ที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพราะว่าประเทศไทยขาดแคลนแรงงานขั้นต่ำสูงมาก จึงเป็นแรงบีบให้ไปใช้แรงงานต่างด้าวแม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงกว่า” นายภูมินทร์ กล่าว

นายภูมินทร์ กล่าวว่าหอการค้าไทยไม่เห็นด้วยกับการทำผิดกฎระเบียบ แต่ถ้ากฎระเบียบใดไม่สามารถทำได้จริง ก็ต้องมานั่งคุยกันว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งหอการค้าไทยเตรียมที่จะเสนอให้พิจารณาแรงงานตัดแต่งปลา หรือแรงงานเฉพาะด้านอื่นๆที่ต้องใช้ทักษะในการปฏิบัติงาน ยกระดับขึ้นมาเป็นแรงงานฝีมือ ซึ่งขณะนี้แรงงานในกลุ่มดังกล่าวกระทรวงแรงงานยังถือว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมทั้งยังมีกฎเกณฑ์ไม่จัดอันดับฝีมือแรงงานให้กับคนต่างด้าว

หอการค้ามองว่าหากแก้ไขระเบียบนี้ ก็จะเปิดทางให้แรงงานต่างด้าวยกระดับฝีมือ และภาคเอกชนก็จะได้แรงงานชั้นดี รวมทั้งโรงงานที่ได้รับสิทธิ์บีโอไอก็สามารถใช้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง แต่หากบีโอไอไม่แก้กฎระเบียบดังกล่าว อาจจะทำให้การขยายการลงทุนของผู้ประกอบการลดลง เพราะไม่สามารถหาแรงงานมาทำงานได้ ภาครัฐก็ต้องยอมรับกับผลกระทบต่างๆที่ตามมาด้วย

เสนอประชุมกรอ.นัดแรก16ก.ค.

นอกจากนี้ หอการค้าไทย ยังได้ตั้งคณะทำงานพัฒนาประสิทธิภาพแรงงาน มีกรรมการ 15 คน โดยจะทำหน้าที่วางแผนแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในระยะสั้น กลาง และยาว ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหามีความยั่งยืน

ในวันที่ 7 ก.ค. นี้หอการค้าไทยจะนำข้อเสนอในการแก้ปัญหาแรงงานทั้งระบบต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก่อนที่จะนำผลความเห็นชอบของ กกร. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่จะประชุมครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ค. 2557 พิจารณาเห็นชอบเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาแรงงานทั้งระบบของไทยต่อไปทั้งในส่วนของแรงงานไทย แรงงานต่างด้าวและแรงงานประมง

เตรียมพบธุรกิจสหรัฐชี้แจง

ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือน ก.ค. นี้ทางหน่วยงานราชการไทยและเอกชนไทยจะเดินทางไปพบกับสมาพันธ์อาหารทะเลของสหรัฐฯเพื่อชี้แจงและยืนยันว่าไทยไม่ได้มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯได้ทบทวนถอดถอนสินค้าไทยออกจากบัญชีรายชื่อสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กบังคับหรือแรงงานเด็กขัดหนี้ ซึ่งมี 4 รายการสินค้าคือ กุ้ง, ปลา, เครื่องนุ่งห่ม และอ้อย

"เบื้องต้นมั่นใจว่าแนวโน้มอ้อยจะถูกถอดถอนจากการขึ้นบัญชีดังกล่าวที่จะมีการประกาศในเดือน ก.ย. นี้แน่นอน"

คาดชี้แจงได้-ปีหน้าอันดับดีขึ้น

นายพจน์ กล่าวว่าการปรับอันดับสินค้าไทยให้พ้นจากบัญชีรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ ที่อยู่ในระดับ Tier3 นั้น คาดว่าในช่วงกลางปี 2558 น่าจะได้รับการพิจารณาเลื่อนอันดับขึ้นมาจาก Tier3 ขึ้นมาเป็น Tier 2 Watch List หรือ Tier 2 เพราะมั่นใจว่าจะชี้แจงกับสหรัฐฯได้ และขณะนี้ไทยก็ได้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

“ในช่วงปลายเดือนนี้ จะมีตัวแทนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่จากสหรัฐฯและยุโรปกว่า 10 ราย มาดูงานในอุตสาหกรรมที่มีปัญหาแรงงานของไทย เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปชี้แจงให้กับผู้ซื้อในสหรัฐฯและยุโรป สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขภาพพจน์สินค้าของไทย โดยภาคเอกชนไทยจะใช้โอกาสนี้นำผู้ซื้อไปดูงานในโรงงานต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างแท้จริง” นายพจน์ กล่าว

เสนอจัดระเบียบนายหน้าค้าแรงงาน

นายพจน์ กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างยั่งยืน ต้องการให้ภาครัฐเร่งจัดระเบียบบริษัทตัวแทนจัดหาแรงงานต่างด้าว (โบรกเกอร์) มาทำงานในภาคอุตสาหกรรมของไทย เนื่องจากปัจจุบันมีโบรกเกอร์ผีจำนวนมากได้สร้างความเดือดร้อนแก่โรงงานและแรงงานต่างด้าวโดยการแอบอ้างรายชื่อโรงงานขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงต้องการรับสมัครงานเพื่อหลอกแรงงานต่างด้าวเข้ามาสมัคร เพราะทางบริษัทจะได้ค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในกรณีที่สามารถส่งแรงงานให้กับโรงงานในไทย รวมทั้งผู้ประกอบการก็ได้แรงงานที่ไม่มีคุณภาพไม่ตรงกับงานที่ทำ ทำให้แรงงานบางส่วนต้องฝืนใจทำงานที่ไม่ชอบ

ดังนั้นหอการค้าจึงมองว่าควรจะนำโบรกเกอร์ที่มีอยู่ทั้งหมดมาขึ้นทะเบียนใหม่ให้ถูกต้อง และมีเงินประกันรับรอง รวมทั้งรัฐบาลจะต้องกำหนดค่าใช้จ่ายนายหน้าต่างๆในอัตราที่เหมาะสมทั้งฝ่ายโบรกเกอร์ในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งโบรกเกอร์แต่ละรายควรจะจัดสรรแรงงานให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงกลุ่มเดียว เช่น แรงงานกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม, เกษตรแปรรูป, ประมง, อาหารทะเล เป็นต้น เพื่อให้มีการจัดสรรแรงงานอย่างเฉพาะเจาะจง และผู้ประกอบการก็สามารถหาแรงงานได้ตรงกับความต้องการ ซึ่งจะทำให้แรงงานต่างด้าวเข้าระบบที่ถูกต้อง และมีต้นทุนค่านายหน้าต่างๆลดลง