วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอการค้าแนะบีโอไอโละโบรกเกอร์นำเข้าต่างด้าว

หอการค้าไทยเล็งหารือบีโอไอ แนะล้างบางจัดระเบียบโบรกเกอร์นำเข้าแรงงานต่างด้าว กำหนดค่านายหน้าชัดเจน คาดก.ย.นี้

นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเตรียมเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้แก้ไขกฎระเบียบบีโอไอ ในประเด็นที่ห้ามโรงงานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนใช้แรงงานต่างด้าวในระดับแรงงานไร้ฝีมือ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาภาพธุรกิจไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ดังนั้นบีโอไอจึงได้เปิดช่องให้มีการผ่อนผันใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ผ่อนผันไปแล้ว 2 ครั้ง และจะหมดอายุในปี 2557

ทั้งนี้ บีโอไอได้ได้มีแผนที่จะลดการใช้แรงงานต่างด้าวปีละ 25% แต่ปรากฏว่าแผนที่วางไว้ล้มเหลว ทำให้มีโรงงานที่ใช้แรงงานต่างด้าวสูงถึงกว่า 700 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีประมาณ 101 แห่ง ซึ่งทางภาคเอกชนก็แปลกใจในตัวเลขของบีโอไอที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะต้องลงไปตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามมองว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคธุรกิจที่มีการขยายตัวยอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ในขณะที่แรงงานไทยก็มีไม่เพียงพอที่จะป้อนภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว

"ในความเป็นจริงผู้ประกอบการส่วนมากไม่อยากใช้แรงงานต่างด้าว เพราะมีต้นทุนสูงกว่าแรงงานไทย เนื่องจากต้องจ่ายค่าจ้างในอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ต้องจ่ายเงินประกันสังคม และที่สำคัญ จะต้องจ่ายค่านานหน้าจัดหางาน คำดำเนินงานต่างๆ และจะต้องมีบ้านพักให้ แต่ที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพราะว่าประเทศไทยขาดแคลนแรงงานขั้นต่ำสูงมาก จึงเป็นแรงบีบให้ไปใช้แรงงานต่างด้าวแม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงกว่า"นายภูมินทร์ กล่าว

หอการค้าไทยไม่เห็นด้วยกับการทำผิดกฎระเบียบ แต่ถ้ากฎระเบียบใดไม่สามารถทำได้จริง ก็ต้องมานั่งคุยกันว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งหอการค้าไทยเตรียมที่จะเสนอให้พิจารณาแรงงานตัดแต่งปลา หรือแรงงานเฉพาะด้านอื่นๆที่ต้องใช้ทักษะในการปฏิบัติงาน ยกระดับขึ้นมาเป็นแรงงานฝีมือ ซึ่งขณะนี้แรงงานในกลุ่มดังกล่าวกระทรวงแรงงานยังถือว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมทั้งยังมีกฎเกณฑ์ไม่จัดอันดับฝีมือแรงงานให้กับคนต่างด้าว ซึ่งหอการค้ามองว่าหากแก้ไขระเบียบนี้ ก็จะเปิดทางให้แรงงานต่างด้าวยกระดับฝีมือ และภาคเอกชนก็จะได้แรงงานชั้นดี รวมทั้งโรงงานที่ได้รับสิทธิ์บีโอไอก็สามารถใช้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามหากบีโอไอไม่แก้กฎระเบียบดังกล่าว อาจจะทำให้การขยายการลงทุนของผู้ประกอบการลดลง เพราะไม่สามารถหาแรงงานมาทำงานได้ ภาครัฐก็ต้องยอมรับกับผลกระทบต่างๆที่ตามมาด้วย

นอกจากนี้ หอการค้าไทย ยังได้ตั้งคณะทำงานพัฒนาประสิทธิภาพแรงงาน มีกรรมการรวมทั้งหมด 15 คน โดยจะทำหน้าที่วางแผนแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในระยะสั้น กลาง และยาว ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหามีความยั่งยืน ทั้งนี้ ในวันที่ 7 ก.ค. นี้หอการค้าไทยจะนำข้อเสนอในการแก้ปัญหาแรงงานทั้งระบบต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก่อนที่จะนำผลความเห็นชอบของ กกร. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่จะประชุมครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ค. 57 พิจารณาเห็นชอบ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาแรงงานทั้งระบบของบไทยต่อไปทั้งในส่วนของแรงงานไทย แรงงานต่างด้าวและแรงงานประมง

ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือน ก.ค. นี้ทางหน่วยงานราชการไทยและเอกชนไทยจะเดินทางไปพบกับสมาพันธ์อาหารทะเลของสหรัฐฯเพื่อชี้แจงและยืนยันว่าไทยไม่ได้มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯได้ทบทวนถอดถอนสินค้าไทยออกจากบัญชีรายชื่อสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กบังคับหรือแรงงานเด็กขัดหนี้ ซึ่งมี 4 รายการสินค้าคือ กุ้ง, ปลา, เครื่องนุ่งห่ม และอ้อยฯ เบื้องต้นมั่นใจว่าแนวโน้มอ้อยฯจะถูกถอดถอนจากการขึ้นบัญชีดังกล่าวที่จะมีการประกาศในเดือน ก.ย. นี้แน่นอน

ส่วนการปรับอันดับสินค้าไทยให้พ้นจากบัญชีรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ ที่อยู่ในระดับ Tier3 นั้น คาดว่าในช่วงกลางปี2558 น่าจะได้รับการพิจารณาเลื่อนอันดับขึ้นมาจาก Tier3 ขึ้นมาเป็น Tier 2 Watch List หรือ Tier 2 เพราะมั่นใจว่าจะชี้แจงกับสหรัฐฯได้ และขณะนี้ไทยก็ได้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

"ในช่วงปลายเดือนนี้ จะมีตัวแทนซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่จากสหรัฐฯและยุโรปกว่า 10 ราย มาดูงานในอุตสาหกรรมที่มีปัญหาแรงงานของไทย เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปชี้แจงให้กับผู้ซื้อในสหรัฐฯและยุโรป สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขภาพพจน์สินค้าของไทย โดยภาคเอกชนไทยจะใช้โอกาสนี้นำผู้ซื้อไปดูงานในโรงงานต่างๆให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างแท้จริง"นายพจน์ กล่าว

นอกจากนี้ ในการแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างยั่งยืน ต้องการให้ภาครัฐเร่งจัดระเบียบบริษัทตัวแทนจัดหาแรงงานต่างด้าว (โบรกเกอร์) มาทำงานในภาคอุตสาหกรรมของไทย เนื่องจากปัจจุบันมีโบรกเกอร์ผีจำนวนมากได้สร้างความเดือดร้อนแก่โรงงานและแรงงานต่างด้าวโดยการแอบอ้างรายชื่อโรงงานขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงต้องการรับสมัครงานเพื่อหลอกแรงงานต่างด้าวเข้ามาสมัครเพราะทางบริษัทจะได้ค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในกรณีที่สามารถส่งแรงงานให้กับโรงงานต่างๆในไทย รวมทั้งผู้ประกอบการก็ได้แรงงานที่ไม่มีคุณภาพไม่ตรงกับงานที่ทำ ทำให้แรงงานบางส่วนต้องฝืนใจทำงานที่ไม่ชอบ

ดังนั้นหอการค้าจึงมองว่าควรจะนำโบรกเกอร์ที่มีอยู่ทั้งหมดมาขึ้นทะเบียนใหม่ให้ถูกต้อง และมีเงินประกับรับรอง รวมทั้งรัฐบาลจะต้องกำหนดค่าใช้จ่ายนายหน้าต่างๆในอัตราที่เหมาะสมทั้งฝ่ายโบรกเกอร์ในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งโบรกเกอร์แต่ละรายควรจะจัดสรรแรงงานให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงกลุ่มเดียว เช่น แรงงานกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม, เกษตรแปรรูป, ประมง, อาหารทะเล เป็นต้น เพื่อให้มีการจัดสรรแรงงานอย่างเฉพาะเจาะจง และผู้ประกอบการก็สามารถหาแรงงานได้ตรงกับความต้องการ ซึ่งจะทำให้แรงงงานต่างด้าวเข้าระบบที่ถูกต้อง และมีต้นทุนค่านายหน้าต่างๆลดลง

นายพจน์ กล่าวว่า ในส่วนแผนการแก้ปัญหาแรงงานของประเทศไทย นั้นทางหอต้องการเสนอให้มีการวางแผนระยะยาง 5-10 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรม เนื่องจากปัญหาแรงงานจะมีความรุนแรงมากในอนาคต หากไม่สามารถหาแรงงานทดแทนได้เพียงพอในอนาคต พร้อมทั้งให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเปลี่ยนแปลง ปรุงปรุงและพัฒนาธุรกิจเพื่อให้มีการใช้แรงงานให้น้อยลง และรณรงค์ให้หอการค้าฯ หน่วยงานภาคเอกชน ประชาสัมพันธ์หน่วยงานต่างๆให้เห็นความสำคัญของแรงงานต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจ และให้หยุดการใช้แรงงานผิดกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ส่วนแรงงานประมง เสนอให้บังคับให้แรงงานประมงทั้งหมดไปขึ้นทะเบียนแรงงานประมงให้ถูกต้องภายใต้ศูนย์ประสานแรงงานประมง พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการตรวจตราเรือประมงที่เข้าและออกจากฝั่งเพื่อตรวจสอบการทำประมง และป้องปรามการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ และให้ดำเนินการส่งเสริมภาพลักษณ์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้นำเข้าหรือผู้บริโภคสินค้าประมงของไทยในต่างประเทศ เป็นต้น