โบรกฯคาดกำไรแบงก์ครึ่งปีหลังฟื้น รับผลดีจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของคสช.ประเมินกำไรไตรมาส 2 โต 2%
จากการรวบรวมข้อมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 มาร์เก็ตแคปกลุ่มอยู่ที่ 2,104,823.69 ล้านบาท มีสัดส่วน 16.76 % ของมาร์เก็ตแคปตลาดรวม โดยมีการซื้อขายที่ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น(พี/อี) 10.56 เท่า วันที่ 27 มิ.ย.2557 มีมาร์เก็ตแคปที่ 2,289,962.33 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 185,138.64 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.80% มีระดับพี/อี 11.52 เท่า และมีสัดส่วน 17.1% ของมาร์เก็ตแคปทั้งตลาด
ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น พบว่าในวันที่ 22 พ.ค.ถึง 27 มิ.ย. 2557 หุ้นที่มีการปรับตัวมากขึ้นสูงสุด คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ปิดที่ 47.00 บาทต่อหุ้น ปรับเพิ่มขึ้น 24.50 % อันดับที่ 2 หุ้นของธนาคารกรุงไทย (KTB) ปิดที่ 20.90 บาทต่อหุ้น ปรับเพิ่มขึ้น 14.21 % และ ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) ราคาปิดที่ 44.75 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.88%
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า กำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2 มองว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจเข้ามา มองว่ากำไรน่าจะปรับขึ้น 2 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และปรับขึ้นในอัตราเท่ากันหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งธนาคารที่เน้นการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อกำไร จะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยในแง่ของสินเชื่อโดยรวมยังชะลอตัว เติบโตเพียง 0.8 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ จะปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ คาดว่าหดตัว 18 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การควบคุมค่าใช้จ่ายน่าจะยังเป็นตัวช่วยประคองกำไรในไตรมาสนี้ไว้ได้ ในแง่คุณภาพสินเชื่ออาจมีการปรับขึ้นของเอ็นพีแอลเล็กน้อย แต่ยังสามารถควบคุมได้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองยังปรับตัวเพิ่มขึ้น
ธนาคารที่คาดว่าจะมีกำไรเติบโตโดดเด่นในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ คือ ธนาคารกรุงไทย คาดจะมีกำไร 9,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 12 % และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45 % ธนาคารทหารไทย คาดว่ามีกำไร 1,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 11 % และเพิ่มขึ้นนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 609 % ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่ามีกำไร 3,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 8 % และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17 %
"ผลการดำเนินงานทั้งปีของกลุ่มธนาคารยังมีมองว่าจะเติบโตได้ 9 % แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2557 จะไม่ค่อยดีนัก แต่เชื่อว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง จากแรงผลักหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศและเริ่มเห็นนโยบายการฟื้นตัวชัดเจน และน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า ยอดสินเชื่อจะเติบโตได้ราว 7.2 % โดยจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย น่าจะปรับลดลงในปีนี้ตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ด้านรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่่วงครึ่งปีหลัง แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาตลอด 6 ปี จะเริ่มปรับลดลงในปีนี้"นักวิเคราะห์กล่าว
นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการทำประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคาร โดยจากการรวบรวม ข้อมูลพบว่า ผลการดำเนินงานน่าจะแข็งแกร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ยังคงอ่อนตัวหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฉุดรั้งของปัจจัยความขัดแย้งในประเทศ โดยภาพของกลุ่มธนาคารในปัจจุบันเริ่มมีการฟื้นตัวให้เห็นแล้วบ้าง แต่ด้านหนี้เสียยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม โดยมองว่าไตรมาสที่ 2 เอ็นพีแอลน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีแนวโน้มลดลงช่วงครึ่งปีหลัง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส กล่าวว่า กำไรไตรมาสที่ 2 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในเบื้องต้นคาดว่ากำไรสุทธิจะยังคงเติบโตเมื่อเทียบ ปีก่อน จากฐานของสินเชื่อที่แต่ละธนาคารมีอยู่บวกกับการเติบโตแม้ไม่มาก แต่ก็ช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยขยายตัวได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญแนวโน้มจะทรงตัวถึงลดลง เพราะธนาคารบริหารจัดการเรื่องความเสี่ยงได้มากขึ้น นอกจากนั้นแต่ละธนาคารก็บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเทียบ QoQ คาดว่ากำไรจะอ่อนลงเล็กน้อย
ทั้งนี้มองแนวโน้ม ครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อและการขยายรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคลงทุน รวมทั้งการส่งออกที่ฟื้นตัวชัดเจนในปี2558 เราประมาณการว่ากำไรสุทธิกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปี 58 จะเติบโต 22% จาก 9% ในปีนี้ โดยคำแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตดีขึ้นในช่วง ครึ่งปีหลังหลังจากการบริโภคและการลงทุนฟื้นตัว โดยเราชอบธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เนื่องจากมีจุดแข็งของตัวเองและเป็นจุดที่จะมีการเติบโตที่ดีขึ้นในระยะกลาง-ยาวด้วย








