"แบงก์ชาติ" เผยเสถียรภาพเศรษฐกิจกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เปราะบางขึ้น ผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
"แบงก์ชาติ" เผยเสถียรภาพเศรษฐกิจกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เปราะบางขึ้น ผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะภาคครัวเรือนสะท้อนผ่านความสามารถชำระหนี้ลดลง แนะติดตามสถานการณ์หลังภาพการเมืองชัดเจน หวังความเชื่อมั่นกลับด้าน "โฆสิต"มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 4% ไปนาน 5-10 ปี หลังประชานิยมกัดกร่อนศักยภาพการแข่งขันภาคเอกชน ขณะที่สินเชื่อไม่ควรโตเกินเศรษฐกิจ ชี้อาจเป็นเหตุไปสู่วิกฤติอีกรอบ
รายงานนโยบายการเงินเดือนมิ.ย.2557 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินโดยรวมเปราะบางมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สะท้อนจากรายได้ภาคครัวเรือนและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจที่ด้อยลง ประกอบกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาลง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่กระจายเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดปัญหาเชิงระบบ นอกจากนี้ต้องติดตามความชัดเจนของพัฒนาการทางการเมืองและแนวนโยบายของภาครัฐซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนในระยะต่อไป
สำหรับภาคครัวเรือน พบว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น สะท้อนจากรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนปรับชะลอลงต่อเนื่องทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการก่อหนี้ใหม่ลดลง
ส่วนภาวะการจ้างงานในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราการว่างงานเฉลี่ยไตรมาสแรกปีนี้ ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% รายได้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลงจากรายได้เกษตรกร ที่ปรับลดลงตามการหดตัวของราคาพืชผลสำคัญทั้งข้าวและยางพารา ประกอบกับจำนวนผู้ทำงานนอกภาคเกษตรกรรมมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ทำงานล่วงเวลา) มีแนวโน้มลดลงเช่นในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ โดยการลดลงของรายได้ภาคครัวเรือนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งมีภาระในการชำระหนี้สูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่น ทำให้ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อโดยสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 5.7% ณ สิ้นปี 2556 เป็น 5.8% สิ้นไตรมาสแรกปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นเป็นสำคัญ การขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือน ที่ประเมินจากเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันการเงินต่างๆ ยังชะลอตัวต่อเนื่องจาก 14.1% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2556 มาอยู่ที่ 11.4% ณ สิ้นปี 2556
ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น และสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคครัวเรือน ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับระดับการก่อหนี้ใหม่ของภาคครัวเรือนลดลงบ้างประกอบกับสภาพคล่องของภาคครัวเรือนในภาพรวมยังคงทรงตัวจากช่วงก่อนหน้า สะท้อนจากสัดส่วนสินทรัพย์ทางการเงินต่อหนี้สินของภาคครัวเรือน ณ สิ้นปี 2556 ที่ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2 เท่า ซึ่งยังเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงระยะสั้นจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้
สำหรับภาคธุรกิจ พบว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจให้ปรับลดลงต่อเนื่อง ความสามารถในการชำระหนี้ และสภาพคล่องของภาคธุรกิจโดยรวม ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจและการเมือง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับความเสี่ยง ยังคงติดตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของภาคครัวเรือน
ด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ประเทศไทยเคยมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 4% แต่หลังจากนี้ไปเชื่อว่าศักยภาพการเติบโตของไทย มีแนวโน้มจะเติบโตได้ต่ำกว่า 4% เป็นเวลากว่า 5-10 ปี เพราะผลกระทบจากการดำเนินนโยบายประชานิยม ที่ทำให้เกิดความอ่อนแอ และกัดกินศักยภาพการแข่งขันของประเทศอ่อนด้อยลง โดยเฉพาะความสามารถของภาคประชาชนและธุรกิจ
นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่น่ากังวล โดยเฉพาะที่มาจากการสนับสนุนของภาครัฐตามผลพวงของนโยบายประชานิยม จึงควรลดระดับลงหรือยกเลิกไปเลย ศักยภาพของประเทศในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการลงทุนเพื่อสร้างถนน รถไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องความสามารถความรู้และทักษะ รวมถึงธรรมาภิบาลที่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะแม้ว่าประเทศจะสะดวกสบาย แต่ผู้คนธุรกิจจะแข่งไม่ได้หากไม่มีศักยภาพ
ในส่วนของการขยายสินเชื่อภาคธนาคารพาณิชย์นั้นไม่ควรที่จะเติบโตสูงกว่าจีดีพีมากนัก เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการขยายสินเชื่อในระดับสูงกว่าจีดีพีเป็นระยะเวลานานย่อมนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจได้
นายหยกพร ตันติเศวตรัตน์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความกังวลของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่า 80% เนื่องจากสังคมไทยมีความเคยชินกับการเป็นหนี้มากขึ้น แม้ในขณะนี้อาจจะยังไม่ถึงระดับที่จะก่อปัญหาได้ แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและหากปล่อยไปจะอันตรายกับระบบเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้จากภาวะเศรษฐกิจทีอ่อนตัวลงในขณะนี้ โดยมองว่าจีดีพีอาจจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% ทำให้มีแนวโน้มว่าปีนี้หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของธนาคารจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2% โดยจะเริ่มจากลูกค้ารายย่อยรวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีที่มีความอ่อนไหวต่อระบบเศรษฐกิจ








